คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2550 ฉบับเต็ม

#410553
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2550 บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมนึก พันธ์ชัย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มาตรา 31 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยอาจฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปคือวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดอายุความจึงต้องถือตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 เกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดแล้ว จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ไว้จากนายอดุลย์ เกษมทรัพย์ มีระยะคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 0905 กาฬสินธุ์ ไปในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ซึ่งนายอดุลย์เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายอดุลย์ นางสาวประดับศรี ช่อประพันธ์ นางกาญจนา เกษมทรัพย์ นางสาวพยอม พาประโยชน์ และนายประยงค์ ทองเผือก ซึ่งโดยสารไปในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ผู้บาดเจ็บทั้งห้าคน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นเงินรวม 50,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ติดตามทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 239 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การเริ่มนับอายุความใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถในคดีนี้เอาแก่บุคคลภายนอกต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ คดีนี้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ที่แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 กำหนดให้โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย หรือภายใน 5 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด นอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 หาได้มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับย้อนหลังไปถึงวันเกิดเหตุหรือให้ใช้บังคับนับแต่วันเกิดเหตุแต่อย่างใดไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป... ดังนั้น การที่โจทก์จะฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงอาจบังคับใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปคือวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดอายุความจึงต้องถือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอกเมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวได้ การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด เมื่อตามข้อเท็จจริงที่ยุติได้ความว่าโจทก์รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด คือจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (พีรพล พิชยวัฒน์-สุรพล เจียมจูไร-มนตรี ยอดปัญญา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410553
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017206"
    }
}
date
2550
deka_no
3169/2550
deka_running_no
3169
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "มนตรี ยอดปัญญา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมนึก พันธ์ชัย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ไว้จากนายอดุลย์ เกษมทรัพย์ มีระยะคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 0905 กาฬสินธุ์ ไปในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ซึ่งนายอดุลย์เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายอดุลย์ นางสาวประดับศรี ช่อประพันธ์ นางกาญจนา เกษมทรัพย์ นางสาวพยอม พาประโยชน์ และนายประยงค์ ทองเผือก ซึ่งโดยสารไปในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ผู้บาดเจ็บทั้งห้าคน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นเงินรวม 50,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ติดตามทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 239 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การเริ่มนับอายุความใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถในคดีนี้เอาแก่บุคคลภายนอกต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ คดีนี้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ที่แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 กำหนดให้โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย หรือภายใน 5 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด นอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 หาได้มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับย้อนหลังไปถึงวันเกิดเหตุหรือให้ใช้บังคับนับแต่วันเกิดเหตุแต่อย่างใดไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป... ดังนั้น การที่โจทก์จะฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงอาจบังคับใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปคือวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดอายุความจึงต้องถือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอกเมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวได้ การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด เมื่อตามข้อเท็จจริงที่ยุติได้ความว่าโจทก์รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด คือจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000687.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550