คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551 ฉบับเต็ม

#410577
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551 บริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 616, มาตรา 620, มาตรา 625 เมื่อสินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616, 620 และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิดของจำเลย ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่งโดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนของทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจทก์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศ พยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง. (พินิจ บุญชัด-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)47/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม46/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม45/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410577
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012464"
    }
}
date
2551
deka_no
468/2551
deka_running_no
468
deka_year
2551
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "พินิจ บุญชัด",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 616",
            "ม. 620",
            "ม. 625"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่งโดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนของทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจทก์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศ พยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
ม46/2547
primary_red_case_no
ม45/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000645.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)47/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551