คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2551 ฉบับเต็ม

#410585
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2551 นางสาวมณฑา ทรงเขตร โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 5, มาตรา 30, มาตรา 88/5, มาตรา 91/21 (5) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษี โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 30, 88/5 การที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาเห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) การที่โจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่ได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วย แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากรซึ่งมูลกรณีเรื่องภาษีอากรในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ และเมื่อศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจไม่ให้บังคับตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียได้ไม่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกฟ้องเป็นจำเลยหรือไม่ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ย่อมรวมถึงการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินด้วยในตัว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินด้วยจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีเพียงคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วย จึงไม่อาจบังคับแก่จำเลยได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและให้เพิกถอนการประเมินจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษี โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 30 และ88/5 เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) การที่โจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วยนั้น ในเรื่องนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร เมื่อปรากฏว่ามูลกรณีเรื่องภาษีอากรในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้และเมื่อศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจไม่ให้บังคับตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียได้ไม่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกฟ้องเป็นจำเลย หรือไม่ และการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ย่อมรวมถึงการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินด้วยในตัว ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินด้วยจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท (ชัช ชลวร-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายประภาศ คงเอียด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.27/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ285/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410585
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายประภาศ คงเอียด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012591"
    }
}
date
2551
deka_no
334/2551
deka_running_no
334
deka_year
2551
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 30",
            "ม. 88/5",
            "ม. 91/21 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวมณฑา ทรงเขตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีเพียงคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วย จึงไม่อาจบังคับแก่จำเลยได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและให้เพิกถอนการประเมินจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษี โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 30 และ88/5 เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) การที่โจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วยนั้น ในเรื่องนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร เมื่อปรากฏว่ามูลกรณีเรื่องภาษีอากรในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้และเมื่อศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจไม่ให้บังคับตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียได้ไม่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกฟ้องเป็นจำเลย หรือไม่ และการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ย่อมรวมถึงการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินด้วยในตัว ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินด้วยจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ285/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000646.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.27/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551