คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8988/2550 ฉบับเต็ม

#410587
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8988/2550 บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วที่ใช้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 หมายความถึงค่ารายปีของปีก่อนถัดจากปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำลังประเมิน ดังนั้น การประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนพิพาทที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เพื่อคำนวณภาษีซึ่งต้องชำระประจำปีภาษี 2547 จึงต้องนำค่ารายปีของปี 2545 ที่มีการชำระค่าภาษีประจำปีภาษี 2546 มาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษี ปัญหาว่าใบแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้ไว้ในชั้นชี้สองสถานและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน โดยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดที่พิพาทไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปจำนวน 1,008,373.82 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่เกิน 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ประจำปีภาษี 2547 เท่ากับจำนวนของปีภาษี 2546 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นอัตราที่จำเลยที่ 1 ใช้กับอาคารที่มีลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเอง และต้องเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะตามข้อ 1 กล่าวคือจะต้องเป็นอาคารเพื่อเป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล แต่อาคารของโจทก์ในคดีนี้มีลักษณะที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล จึงไม่อาจนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาใช้กับอาคารของโจทก์ได้ นอกจากนี้บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติที่จำเลยที่ 1 วางเป็นแนวทางเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติไปในทางเดียวกัน บันทึกข้อความดังกล่าวก็มิใช่กฎหมาย แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ทำให้การประเมินต้องเสียไปหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งเมื่อได้คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินคืออาคารของโจทก์แล้ว โจทก์ใช้อาคารพิพาทดำเนินกิจการเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่ประชาชนทั่วไป โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์มากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล หากนำอาคารทั้งสองชนิดออกให้เช่าแล้ว อาคารของโจทก์ที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้าย่อมจะได้รับค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล ดังนั้นค่ารายปีของอาคารของโจทก์ย่อมต้องสูงกว่าค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคล การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดอัตราค่ารายปีสำหรับอาคารของโจทก์สูงกว่าอัตราค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ได้กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางใว้ตามบันทึกที่โจทก์กล่าวอ้างแล้วนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว และอัตราค่ารายปีที่กำหนดเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีดังกล่าวก็เป็นอัตราค่ารายปีเดียวกับที่กำหนดใช้คำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีที่ล่วงมาแล้วคือปีภาษี 2546 ซึ่งโจทก์พอใจการประเมิน มิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และได้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินนั้นแล้ว การประเมินดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการประเมินโดยใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาเป็นหลักในการคำนวณที่ต้องชำระตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยอย่างไรที่จะทำให้ค่ารายปีสำหรับโรงเรือนของโจทก์ในปีภาษีพิพาทแตกต่างหรือลดลงจากค่ารายปีของปีภาษีที่ล่วงมา ดังนั้นการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณภาษี และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นชี้สองสถานเมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดไม่ได้แจ้งข้ออ้างหรือเหตุผลใด ๆ ในการพิจารณาหรือไม่ โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งไว้ และยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าใบแจ้งคำชี้ขาดที่พิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม. (องอาจ โรจนสุพจน์-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-ปรีดา พูนคำ) ศาลภาษีอากรกลาง - นางวีนัส นิมิตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.38/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ131/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ425/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410587
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นางวีนัส นิมิตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013259"
    }
}
date
2550
deka_no
8988/2550
deka_running_no
8988
deka_year
2550
department
ภาษีอากร
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "ปรีดา พูนคำ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 29"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรุงเทพมหานคร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปจำนวน 1,008,373.82 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่เกิน 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ประจำปีภาษี 2547 เท่ากับจำนวนของปีภาษี 2546 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นอัตราที่จำเลยที่ 1 ใช้กับอาคารที่มีลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเอง และต้องเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะตามข้อ 1 กล่าวคือจะต้องเป็นอาคารเพื่อเป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล แต่อาคารของโจทก์ในคดีนี้มีลักษณะที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล จึงไม่อาจนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาใช้กับอาคารของโจทก์ได้ นอกจากนี้บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติที่จำเลยที่ 1 วางเป็นแนวทางเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติไปในทางเดียวกัน บันทึกข้อความดังกล่าวก็มิใช่กฎหมาย แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ทำให้การประเมินต้องเสียไปหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งเมื่อได้คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินคืออาคารของโจทก์แล้ว โจทก์ใช้อาคารพิพาทดำเนินกิจการเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่ประชาชนทั่วไป โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์มากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล หากนำอาคารทั้งสองชนิดออกให้เช่าแล้ว อาคารของโจทก์ที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้าย่อมจะได้รับค่าเช่ามากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล ดังนั้นค่ารายปีของอาคารของโจทก์ย่อมต้องสูงกว่าค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคล การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดอัตราค่ารายปีสำหรับอาคารของโจทก์สูงกว่าอัตราค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ได้กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางใว้ตามบันทึกที่โจทก์กล่าวอ้างแล้วนำมาคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2547 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว และอัตราค่ารายปีที่กำหนดเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีดังกล่าวก็เป็นอัตราค่ารายปีเดียวกับที่กำหนดใช้คำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีที่ล่วงมาแล้วคือปีภาษี 2546 ซึ่งโจทก์พอใจการประเมิน มิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และได้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินนั้นแล้ว การประเมินดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการประเมินโดยใช้ค่ารายปีในปีที่ล่วงมาเป็นหลักในการคำนวณที่ต้องชำระตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ประกอบกับโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยอย่างไรที่จะทำให้ค่ารายปีสำหรับโรงเรือนของโจทก์ในปีภาษีพิพาทแตกต่างหรือลดลงจากค่ารายปีของปีภาษีที่ล่วงมา ดังนั้นการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณภาษี และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นชี้สองสถานเมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดไม่ได้แจ้งข้ออ้างหรือเหตุผลใด ๆ ในการพิจารณาหรือไม่ โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งไว้ และยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าใบแจ้งคำชี้ขาดที่พิพาทไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ131/2548
primary_red_case_no
พ425/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000652.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.38/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550