คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2551 ฉบับเต็ม

#410596
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2551 นางสาวพรรณนภา ประทีปะเสน โจทก์ นายทอมป์สัน ซันเดย์ โอลูฟุนโซ โอลูโมโก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3, มาตรา 4 อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 มาตรา 1, มาตรา 31, มาตรา 32 จำเลยมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอันเป็นตัวแทนทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 ข้อ 1 และการทำงานของโจทก์ในสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นการทำงานในภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยมิได้เป็นลูกจ้างในกิจการทางวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวของจำเลย จึงไม่เข้าขอยกเว้นการได้รับความคุ้มกันทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 ข้อ 31 เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการสละความคุ้มกันตาม ข้อ 32 และไม่ปรากฏว่า จำเลยถูกเพิกถอนหรือจำกัดความคุ้มกันทางการทูตดังกล่าว จำเลยจึงได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลแรงงานกลางตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,712.70 บาท เงินโบนัส 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 16,343.10 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,948.40 บาท ค่าชดเชย 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งสำนักงานศาลยุติธรรมว่า เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นตัวแทนการทูตซึ่งได้รับการคุ้มกันจากอำนาจศาลของไทยตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ซึ่งมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 เป็นกฎหมายอนุวัติการ ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์แล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย ศาลแรงงาน เห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยได้รับความคุ้มกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติให้รัฐผู้ส่งคณะผู้แทน คณะผู้แทน หัวหน้าคณะผู้แทนบุคคลในคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูต ตัวแทนทางทูต บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและฝ่ายวิชาการ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ สมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน และคนรับใช้ส่วนตัว รวมตลอดถึงสถานที่ ทรัพย์สินและบรรณสารของคณะผู้แทนของบุคคลในคณะผู้แทนหรือของสมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตข้อ 31 บัญญัติให้ตัวแทนทางทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางอาญาของรัฐผู้รับตัวแทนทางทูต จะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางแพ่งและทางปกครองของรัฐผู้รับ เว้นแต่เป็นกรณีการดำเนินคดีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว การดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดกซึ่งผู้แทนทางทูตเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล ในฐานะทายาทหรือผู้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวหรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจกรรมในวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอันเป็นตัวแทนทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 1 และการทำงานของโจทก์ในสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นการทำงานในภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยมิได้เป็นลูกจ้างในกิจการทางวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวของจำเลย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการได้รับความคุ้มกันทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 31 เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการสละความคุ้มกันตามข้อ 32 และไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกเพิกถอนหรือจำกัดความคุ้มกันทางการทูตดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 4 จำเลยจึงได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลแรงงานกลางตามมาตรา 3 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (มานัส เหลืองประเสริฐ-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ ธนะโสธร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1532/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2179/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3875/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410596
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายอนันต์ ธนะโสธร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012693"
    }
}
date
2551
deka_no
296/2551
deka_running_no
296
deka_year
2551
department
แรงงาน
judges
[
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961",
        "law_abbr": "อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961",
        "sections": [
            "ม. 1",
            "ม. 31",
            "ม. 32"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพรรณนภา ประทีปะเสน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทอมป์สัน ซันเดย์ โอลูฟุนโซ โอลูโมโก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,712.70 บาท เงินโบนัส 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 16,343.10 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,948.40 บาท ค่าชดเชย 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งสำนักงานศาลยุติธรรมว่า เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นตัวแทนการทูตซึ่งได้รับการคุ้มกันจากอำนาจศาลของไทยตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ซึ่งมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 เป็นกฎหมายอนุวัติการ ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์แล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย

ศาลแรงงาน เห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยได้รับความคุ้มกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติให้รัฐผู้ส่งคณะผู้แทน คณะผู้แทน หัวหน้าคณะผู้แทนบุคคลในคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูต ตัวแทนทางทูต บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและฝ่ายวิชาการ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ สมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน และคนรับใช้ส่วนตัว รวมตลอดถึงสถานที่ ทรัพย์สินและบรรณสารของคณะผู้แทนของบุคคลในคณะผู้แทนหรือของสมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตข้อ 31 บัญญัติให้ตัวแทนทางทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางอาญาของรัฐผู้รับตัวแทนทางทูต จะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางแพ่งและทางปกครองของรัฐผู้รับ เว้นแต่เป็นกรณีการดำเนินคดีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว การดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดกซึ่งผู้แทนทางทูตเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล ในฐานะทายาทหรือผู้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวหรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจกรรมในวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอันเป็นตัวแทนทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 1 และการทำงานของโจทก์ในสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นการทำงานในภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยมิได้เป็นลูกจ้างในกิจการทางวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวของจำเลย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการได้รับความคุ้มกันทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 31 เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการสละความคุ้มกันตามข้อ 32 และไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกเพิกถอนหรือจำกัดความคุ้มกันทางการทูตดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 4 จำเลยจึงได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลแรงงานกลางตามมาตรา 3 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2179/2549
primary_red_case_no
พ3875/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000647.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1532/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551