คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8628/2550 ฉบับเต็ม

#410599
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8628/2550 นายกอบศักดิ์ พงศ์พนรัตน์ โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1), มาตรา 11 วรรคสอง ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มาตรา ข้อ 45 (3) ป.พ.พ. มาตรา 583 ขณะโจทก์ถูกเลิกจ้าง ธนาคาร ศ. มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคาร ศ. ติดต่อกัน 11 ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) มติคณะรัฐมนตรีที่ให้สถาบันการเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป เพียงให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเข้าแทรกแซงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น มิได้มีข้อความให้ยกเว้นมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้โดยอาศัยอำนาจแห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อเลิกจ้างจึงยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้ดังกล่าว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ที่ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2543 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,337,810.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 21,741,660 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 936,000 บาท เงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,120 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ 1,699,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยและเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 3 เมษายน 2543) เป็นต้นไป ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินบำเหน็จให้นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอามูลค่าตามงบบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2545 ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้แก่กระทรวงการคลัง และชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นตามประกาศกระทรวงการคลัง ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 300 ลิตร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ออกคำสั่งให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีระเบียบข้อบังคับพนักงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2535 โจทก์ได้รับสินเชื่อประเภทเงินกู้จำนวน 10,000,000 บาท จากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3937 และเลขที่ 4166 ตั้งอยู่ที่ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี จดทะเบียนจำนองหนี้ประกันดังกล่าว โดยโจทก์ใช้สินเชื่อที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขากบินทร์บุรี ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อไปแบ่งแยกในนามเดิม ซึ่งธนาคารมีคำสั่งอนุมัติให้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปทำการแบ่งแยกได้โดยให้ที่ดินแบ่งแยกออกไปทุกแปลงยังคงครอบจำนองอยู่อย่างเดิม โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีประการเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับเรื่องการยกเว้นให้สถาบันการเงินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ยักยอก ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดวินัยร้ายแรง กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปีตามส่วนอีก 3.10 วัน โดยค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนค่าจ้าง แต่ไม่รวมสวัสดิการน้ำมันรถยนต์ด้วย และให้คิดดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร และเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ คำนวณจากอัตราเงินเดือน เดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโดยไม่รวมค่าครองชีพและสวัสดิการน้ำมันรถยนต์เป็นฐานในการคำนวณด้วย ส่วนดอกเบี้ยให้คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามแล้ว จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนต้องผูกพันรับผิดในหนี้ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว ...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 มิใช่ 180 วัน ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ติดต่อกัน 11 ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 เพียงให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเข้าแทรกแซงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น มิได้มีข้อความให้ยกเว้นมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อเลิกจ้างจึงยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้ดังกล่าว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งแพ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ที่ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 986,000 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ให้คิดนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (พิทยา บุญชู-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.746/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ621/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410599
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013510"
    }
}
date
2550
deka_no
8628/2550
deka_running_no
8628
deka_year
2550
department
แรงงาน
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 11 (1)",
            "ม. 11 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 583"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายกอบศักดิ์ พงศ์พนรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2543 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,337,810.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 21,741,660 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 936,000 บาท เงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,120 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ 1,699,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยและเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 3 เมษายน 2543) เป็นต้นไป ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินบำเหน็จให้นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ถือเอามูลค่าตามงบบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2545 ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้แก่กระทรวงการคลัง และชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นตามประกาศกระทรวงการคลัง ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 300 ลิตร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ออกคำสั่งให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีระเบียบข้อบังคับพนักงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2535 โจทก์ได้รับสินเชื่อประเภทเงินกู้จำนวน 10,000,000 บาท จากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3937 และเลขที่ 4166 ตั้งอยู่ที่ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี จดทะเบียนจำนองหนี้ประกันดังกล่าว โดยโจทก์ใช้สินเชื่อที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขากบินทร์บุรี ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อไปแบ่งแยกในนามเดิม ซึ่งธนาคารมีคำสั่งอนุมัติให้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปทำการแบ่งแยกได้โดยให้ที่ดินแบ่งแยกออกไปทุกแปลงยังคงครอบจำนองอยู่อย่างเดิม โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีประการเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับเรื่องการยกเว้นให้สถาบันการเงินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งกฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ยักยอก ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดวินัยร้ายแรง กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน และเงินเดือนค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปีตามส่วนอีก 3.10 วัน โดยค่าครองชีพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนค่าจ้าง แต่ไม่รวมสวัสดิการน้ำมันรถยนต์ด้วย และให้คิดดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างเพราะเหตุนี้เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร และเพียงพอที่จะเลิกจ้างได้ จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จ คำนวณจากอัตราเงินเดือน เดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโดยไม่รวมค่าครองชีพและสวัสดิการน้ำมันรถยนต์เป็นฐานในการคำนวณด้วย ส่วนดอกเบี้ยให้คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามแล้ว จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โอนสินทรัพย์รวมทั้งหนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนต้องผูกพันรับผิดในหนี้ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว

...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือ 10 เดือน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 มิใช่ 180 วัน ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ติดต่อกัน 11 ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.9 เพียงให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเข้าแทรกแซงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้นเท่านั้น มิได้มีข้อความให้ยกเว้นมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยที่รัฐวิสาหกิจจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับเมื่อเลิกจ้างจึงยังคงเป็นไปตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วางระเบียบไว้ดังกล่าว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งแพ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ที่ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน มาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 986,000 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ให้คิดนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ621/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000654.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.746/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550