คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6109/2550 ฉบับเต็ม

#410617
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6109/2550 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมชายหรือวศิน ห้อยประเวศหรือห้อยประเวช หรืออำนวยสิริ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 204 สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 กำหนดไว้ว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 มิใช่เริ่มนับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์งวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 793,973.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 629,124.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,413 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 และจะชำระเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความอีก 10,000 บาท หากจำเลยทั้งสองนัดงวดหนึ่งงวดใดให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองเพื่อจะดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด แต่ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองได้เงินสุทธิจ่ายให้โจทก์ 559,157 บาท ยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวภายหลังจากหักเงินได้สุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วคำนวณถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 1,367,783.10 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นต้ว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นควร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากกฎว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 135 (2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ตามหนังสือของสำนักอำนวยการประจำศาลล้มละลายกลาง ที่ ศย 300.011/อธ 427 ลงวันที่ 20 กันยายน 2550 เอกสารในสำนวนอันดับที่ 37 จึงมีผลให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยที่ 2 ไปด้วยในตัว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางโดยจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 แล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เลย คิดถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพียงข้อเดียวทำนองว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "...ข้อ 1 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์... โดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกๆ เดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ชำระภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 ทั้งนี้จะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นต้นไป ข้อ 2 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ และค่าทนายความอีกเป็นเงิน 10,000 บาท โดยจะชำระภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ... ข้อ 4 หากจำเลย (ทั้งสอง)ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปภายใน 10 ปี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2548 เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 กำหนดไว้แล้วว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 มิใช่เริ่มนับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์งวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัย โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 พ้น กำหนด 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ และให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลรวมมากับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500 บาท จึงไม่คืนให้. (ดิเรก อิงคนินันท์-สมชาย พงษธา-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อใดมีหลักเกณฑ์บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาตรา 204 แต่คดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมได้ตกลงกันไว้เป็นพิเศษในข้อ 4 แล้วว่าลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงต้องบังคับตามที่ตกลงกันนั้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระเป็นรายเดือนทุกๆ เดือนติดต่อกัน ส่วนข้อ 2 เป็นหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความซึ่งชำระงวดเดียวแยกต่างหากจากข้อ 1 ในข้อ 4 ตกลงกันว่า หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด หรือเดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันที เมื่อข้อ 4 กล่าวถึงงวดและเดือน คำว่างวดจึงน่าจะหมายถึงหนี้ตามข้อ 2 มิใช่หนี้ตามข้อ 1 การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามข้อ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 จึงถือว่าผิดนัดทั้งหมดตามข้อ 4 แล้วอายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป หนี้ถึงกำหนดชำระเมื่อไร เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบังคับเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยการฟ้องคดีได้ตั้งแต่เมื่อนั้นตามมาตรา 203 และมาตรา 213 ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเสียก่อน ดังนั้น การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามข้อ 2 ให้เจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยการฟ้องคดีได้ตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว และมีสิทธิฟ้องบังคับคดีได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องนำข้อ 4 มาพิจารณา อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 เช่นกัน ส่วนสัญญาข้อ 4 น่าจะใช้กับการบังคับคดีเท่านั้น ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410617
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015048"
    }
}
date
2550
deka_no
6109/2550
deka_running_no
6109
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "สมชาย พงษธา",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 204"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายสมชายหรือวศิน ห้อยประเวศหรือห้อยประเวช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรืออำนวยสิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 793,973.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 629,124.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,413 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 และจะชำระเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความอีก 10,000 บาท หากจำเลยทั้งสองนัดงวดหนึ่งงวดใดให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองเพื่อจะดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด แต่ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองได้เงินสุทธิจ่ายให้โจทก์ 559,157 บาท ยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวภายหลังจากหักเงินได้สุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วคำนวณถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 1,367,783.10 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นต้ว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ไม่ถึง 1,000,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากกฎว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 135 (2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ตามหนังสือของสำนักอำนวยการประจำศาลล้มละลายกลาง ที่ ศย 300.011/อธ 427 ลงวันที่ 20 กันยายน 2550 เอกสารในสำนวนอันดับที่ 37 จึงมีผลให้จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยที่ 2 ไปด้วยในตัว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางโดยจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 แล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เลย คิดถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพียงข้อเดียวทำนองว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 582/2538 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "...ข้อ 1 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์... โดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกๆ เดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ชำระภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2538 ทั้งนี้จะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นต้นไป ข้อ 2 จำเลยทั้งสองยอมร่วมกันรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ และค่าทนายความอีกเป็นเงิน 10,000 บาท โดยจะชำระภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ... ข้อ 4 หากจำเลย (ทั้งสอง)ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปภายใน 10 ปี แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2548 เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 กำหนดไว้แล้วว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดหรือเดือนหนึ่งเดือนใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับได้ทันที โดยยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ภายในกำหนดวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมนั้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ดังนั้น สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้ของโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 มิใช่เริ่มนับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์งวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัย โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 พ้น กำหนด 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ และให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลรวมมากับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500 บาท จึงไม่คืนให้.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อใดมีหลักเกณฑ์บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาตรา 204 แต่คดีนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมได้ตกลงกันไว้เป็นพิเศษในข้อ 4 แล้วว่าลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงต้องบังคับตามที่ตกลงกันนั้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระเป็นรายเดือนทุกๆ เดือนติดต่อกัน ส่วนข้อ 2 เป็นหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความซึ่งชำระงวดเดียวแยกต่างหากจากข้อ 1 ในข้อ 4 ตกลงกันว่า หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด หรือเดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันที เมื่อข้อ 4 กล่าวถึงงวดและเดือน คำว่างวดจึงน่าจะหมายถึงหนี้ตามข้อ 2 มิใช่หนี้ตามข้อ 1 การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามข้อ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 จึงถือว่าผิดนัดทั้งหมดตามข้อ 4 แล้วอายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป หนี้ถึงกำหนดชำระเมื่อไร เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบังคับเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยการฟ้องคดีได้ตั้งแต่เมื่อนั้นตามมาตรา 203 และมาตรา 213 ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเสียก่อน ดังนั้น การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามข้อ 2 ให้เจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 เจ้าหนี้ก็มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยการฟ้องคดีได้ตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว และมีสิทธิฟ้องบังคับคดีได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องนำข้อ 4 มาพิจารณา อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2538 เช่นกัน ส่วนสัญญาข้อ 4 น่าจะใช้กับการบังคับคดีเท่านั้น ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000668.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550