คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2550 ฉบับเต็ม

#410631
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นายวรสา ทาอั้ง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 18 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้วที่จ่าสิบตำรวจ ม. กับพวกตั้งจุดตรวจชั่วคราว และจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนเป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนไม่มีป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตท้องที่หมู่บ้านหรือตำบลใด จ่าสิบตรวจ ม. กับพวกผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ย่อมต้องมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว แม้จำเลยจะโยนเมทแอมเฟตามีนทิ้งในเขตตำบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตำรวจ ม. ก็พบเห็นการกระทำความผิดในเขตตำบลบ้านติ้วและเรียกให้จำเลยหยุดที่จุดตรวจต่อเนื่องกัน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเชื่อว่าเหตุเกิดและจำเลยถูกจับในท้องที่ตำบลบ้านติ้ว เมื่อจ่าสิบตำรวจ ม. นำจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนส่งมอบให้แก่พันตำรวจตรี ป. ย่อมทำให้พันตำรวจตรี ป. เชื่อว่าความผิดได้เกิดขึ้นและจำเลยถูกจับภายในเขตอำนาจของตน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดแมทเอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุและที่จำเลยถูกจับอยู่ในเขตตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มสัก มิใช่เขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจมงคล เจ๊กจั่น และสิบตำรวจโทณรุด สามลทา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จับกุมจำเลยไว้ได้ที่บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม เป็นของกลาง นำส่งพันตำรวจตรีประณีต อินฮวบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ซึ่งมีเขตอำนาจสอบสวนเพราะตำบลบ้านติ้ว ตำบลท่าอิบุญ และตำบลท้ายไร่ อำเภอหล่มสัก สอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย โดยความผิดเกิดในเขตท้องที่ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พันตำรวจตรีประณีตพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วเชื่อว่าเหตุคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของตนจึงมีอำนาจสอบสวน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี... ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ ตามบทบัญญัติกฎหมายนี้เห็นได้ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น ปรากฏว่าบริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว ที่จ่าสิบตำรวจมงคลกับพวกตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนที่ปรากฏในภาพถ่ายดังกล่าวไม่มีป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตท้องที่หมู่บ้านหรือตำบลใด ที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่เกิดเหตุและจำเลยนำสืบนายยงยุทธ เฮ้าปาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบ้านหวาย กับนายคำมวล โกบุตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านติ้ว มายืนยันว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในเขตหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหวาย ก็อาศัยเพียงคำยืนยันด้วยพยานบุคคลซึ่งอยู่ประจำในพื้นที่ โดยพยานบุคคลของจำเลยก็มิได้ยืนยันแนวเขตที่แบ่งแยกเขตตำบลบ้านติ้วและตำบลบ้านหวายที่ชัดแจ้ง จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ในวันเกิดเหตุตั้งจุดตรวจชั่วคราวเพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิด ย่อมต้องมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว แม้ได้ความจากจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดว่าจำเลยจะโยนแมทเอมเฟตามีนของกลางทิ้งในเขตตำบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดก็พบเห็นการกระทำความผิดในเขตตำบลบ้านติ้วและเรียกให้จำเลยหยุดที่จุดตรวจชั่วคราวต่อเนื่องกัน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเชื่อว่าเหตุเกิดและจำเลยถูกจับในท้องที่ตำบลบ้านติ้ว เมื่อจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดนำจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งมอบให้แก่พันตำรวจตรีปราณีตย่อมทำให้พันตำรวจตรีปราณีตเชื่อว่าความผิดได้เกิดขึ้นและจำเลยถูกจับภายในเขตอำนาจของตน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ตามบทบัญญัติข้างต้น การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดนี้แล้วพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสักจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สมศักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410631
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015166"
    }
}
date
2550
deka_no
5982/2550
deka_running_no
5982
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรสา ทาอั้ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดแมทเอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุและที่จำเลยถูกจับอยู่ในเขตตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มสัก มิใช่เขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจมงคล เจ๊กจั่น และสิบตำรวจโทณรุด สามลทา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จับกุมจำเลยไว้ได้ที่บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ชิ้น น้ำหนัก 0.12 กรัม เป็นของกลาง นำส่งพันตำรวจตรีประณีต อินฮวบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ซึ่งมีเขตอำนาจสอบสวนเพราะตำบลบ้านติ้ว ตำบลท่าอิบุญ และตำบลท้ายไร่ อำเภอหล่มสัก สอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย โดยความผิดเกิดในเขตท้องที่ตำบลบ้านหวาย อำเภอหล่มสัก มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พันตำรวจตรีประณีตพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วเชื่อว่าเหตุคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของตนจึงมีอำนาจสอบสวน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี... ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ ตามบทบัญญัติกฎหมายนี้เห็นได้ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น ปรากฏว่าบริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านติ้ว ที่จ่าสิบตำรวจมงคลกับพวกตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนที่ปรากฏในภาพถ่ายดังกล่าวไม่มีป้ายหรือสิ่งปลูกสร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตท้องที่หมู่บ้านหรือตำบลใด ที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่เกิดเหตุและจำเลยนำสืบนายยงยุทธ เฮ้าปาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบ้านหวาย กับนายคำมวล โกบุตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านติ้ว มายืนยันว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวและจุดที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในเขตหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหวาย ก็อาศัยเพียงคำยืนยันด้วยพยานบุคคลซึ่งอยู่ประจำในพื้นที่ โดยพยานบุคคลของจำเลยก็มิได้ยืนยันแนวเขตที่แบ่งแยกเขตตำบลบ้านติ้วและตำบลบ้านหวายที่ชัดแจ้ง จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว ในวันเกิดเหตุตั้งจุดตรวจชั่วคราวเพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิด ย่อมต้องมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้ว แม้ได้ความจากจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดว่าจำเลยจะโยนแมทเอมเฟตามีนของกลางทิ้งในเขตตำบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดก็พบเห็นการกระทำความผิดในเขตตำบลบ้านติ้วและเรียกให้จำเลยหยุดที่จุดตรวจชั่วคราวต่อเนื่องกัน จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเชื่อว่าเหตุเกิดและจำเลยถูกจับในท้องที่ตำบลบ้านติ้ว เมื่อจ่าสิบตำรวจมงคลและสิบตำรวจโทณรุดนำจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งมอบให้แก่พันตำรวจตรีปราณีตย่อมทำให้พันตำรวจตรีปราณีตเชื่อว่าความผิดได้เกิดขึ้นและจำเลยถูกจับภายในเขตอำนาจของตน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านติ้วย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ตามบทบัญญัติข้างต้น การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดนี้แล้วพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสักจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000669.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550