คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6145/2550 ฉบับเต็ม

#410639
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6145/2550 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทพิจิตรอาหารกระป๋อง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 180 ข้อความที่จำเลยขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกัน แล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากไม่มีการชี้สองสถานและกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง จึงมิใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่อำนาจฟ้อง จึงมิใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 180 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีเดินสะพัดและหนี้แพคกิ้งเครดิต โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 8 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกัน ขอให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 41,795,051.29 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเก้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ไม่เคยทำสัญญากู้และไม่เคยทำสัญญาประเภทหนี้แพคกิ้งเครดิตกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างศาลชั้นต้นสืบพนายโจทก์ไปบางส่วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การยื่นพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลชอบที่จะรับไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า หลังจากโจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง แต่ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียงเก้าแสนบาทเศษ โจทก์ไม่ฟ้องให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับผิดภายในอายุความตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันแล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เช่นนี้ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน และกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ จึงหาใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 แก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สดศรี สัตยธรรม-สมศักดิ์ เนตรมัย-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410639
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014948"
    }
}
date
2550
deka_no
6145/2550
deka_running_no
6145
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 180"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพิจิตรอาหารกระป๋อง จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีเดินสะพัดและหนี้แพคกิ้งเครดิต โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 8 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกัน ขอให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 41,795,051.29 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเก้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ไม่เคยทำสัญญากู้และไม่เคยทำสัญญาประเภทหนี้แพคกิ้งเครดิตกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 9 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างศาลชั้นต้นสืบพนายโจทก์ไปบางส่วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การยื่นพ้นระยะเวลาตามกฎหมาย และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลชอบที่จะรับไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความรับกันว่า หลังจากโจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขคำให้การเดิมจากที่ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง แต่ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียงเก้าแสนบาทเศษ โจทก์ไม่ฟ้องให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับผิดภายในอายุความตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นการสละข้อต่อสู้เดิมที่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันแล้วยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ยอมรับว่าทำสัญญาค้ำประกันแต่ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากคดีขาดอายุความ เช่นนี้ข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทราบอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เนื่องจากคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน และกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งข้อความที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขอแก้ไขว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำให้การ จึงหาใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่โจทก์ได้สืบพยานไปบางส่วนแล้วเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 แก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000667.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550