คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2550 ฉบับเต็ม

#410648
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2550 ธนาคารซิตี้แบงก์ โจทก์ นายศิริพัฒน์ สินสุขพร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84 (เดิม) โจทก์นำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ชำระ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ ย่อมตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้โอนเงินดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าคลาสสิคของโจทก์ จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,420.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 122,216.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระเงินจำนวน 2,000 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้แก่โจทก์ แต่ได้ชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2541 จำนวน 6,600 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองแถลงว่า ติดใจต่อสู้ในเรื่องอายุความ สละประเด็นในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ วีซ่า ของโจทก์และได้นำบัตรดังกล่าวไปใช้ตามข้อบังคับและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตหลายครั้ง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยทั้งสองแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด เมื่อคำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ต้นเงิน 122,216.20 บาท เบี้ยปรับ 6,200 บาท และดอกเบี้ย 18,178.08 บาท รวมเป็นเงิน 146,594.29 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับข้อเท็จจริงว่า วันที่ 22 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,600 บาท และโจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท จำเลยทั้งสองนำสืบว่าไม่ได้ชำระ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ย่อมตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 แต่นายนัสธกานต์ กาญจนวงศ์ พยานโจทก์เบิกความว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ชำระเงินดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้โอนเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่เชื่อว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท และฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ศิริชัย จิระบุญศรี-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาท จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หรือไม่ เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างนำสืบพยานโต้แย้งกัน ศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานหลักฐานของโจทก์หรือจำเลยมีน้ำหนักมากกว่ากัน หากฟังว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า ก็วินิจฉัยให้โจทก์ชนะในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว หากพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่า ศาลก็ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ในวันดังกล่าวแก่โจทก์ กรณีนี้คดีจึงไม่น่าที่จะต้องวินิจฉัยให้ปรากฏว่าภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวตกแก่ฝ่ายใดแต่อย่างใดหรือแม้ในคดีที่มีคู่ความนำสืบเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งไม่นำสืบ ศาลก็ต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายทำนองเดียวกัน โดยชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานของฝ่ายที่นำสืบว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง ผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งปกติเมื่อฝ่ายหนึ่งมีพยานหลักฐานมานำสืบ อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีพยาน ศาลก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายที่นำพยานเข้าสืบ แม้แต่ในคดีที่ฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณา ศาลจะวินิจฉัยให้ฝ่ายที่มาศาลชนะคดี โดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาก็ไม่ได้ แต่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายที่มาศาลชนะคดีเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของฝ่ายที่มาศาลมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากการสืบพยานฝ่ายเดียวของคู่ความฝ่ายที่มาศาล หรือพิจารณาจากพยานเอกสารที่ศาลสั่งให้ส่งแทนการสืบพยานก็ได้ แสดงว่าการวินิจฉัยคดีก็มิได้เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์โดยตรงแต่อย่างใดเช่นกัน แต่หากคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่สืบพยานในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว การที่ศาลจะให้โจทก์หรือจำเลยชนะในประเด็นข้อพิพาทใด ในกรณีเช่นนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ปรากฏว่าภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวตกแก่คู่ความฝ่ายใดและศาลจะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบนั้นเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อพิพาทนั้น โดยถือว่าฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ตามประเด็นข้อพิพาท 2. การที่คดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 29 มิถุนายน 2542 เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง ก็จะเป็นการนำไปสู่หลักกฎหมายที่ว่า การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นการรับสภาพหนี้ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1), 193/15 ซึ่งเมื่อนับอายุความใหม่ถึงวันฟ้องก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) แต่อย่างใด ทวี ประจวบลาภ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410648
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016374"
    }
}
date
2550
deka_no
4527/2550
deka_running_no
4527
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารซิตี้แบงก์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศิริพัฒน์ สินสุขพร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าคลาสสิคของโจทก์ จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,420.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 122,216.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระเงินจำนวน 2,000 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้แก่โจทก์ แต่ได้ชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2541 จำนวน 6,600 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองแถลงว่า ติดใจต่อสู้ในเรื่องอายุความ สละประเด็นในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ วีซ่า ของโจทก์และได้นำบัตรดังกล่าวไปใช้ตามข้อบังคับและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตหลายครั้ง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยทั้งสองแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด เมื่อคำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ต้นเงิน 122,216.20 บาท เบี้ยปรับ 6,200 บาท และดอกเบี้ย 18,178.08 บาท รวมเป็นเงิน 146,594.29 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับข้อเท็จจริงว่า วันที่ 22 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,600 บาท และโจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท จำเลยทั้งสองนำสืบว่าไม่ได้ชำระ ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ย่อมตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 แต่นายนัสธกานต์ กาญจนวงศ์ พยานโจทก์เบิกความว่า ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ชำระเงินดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้โอนเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่เชื่อว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 จำนวน 2,000 บาท และฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
1. คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาท จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 หรือไม่ เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างนำสืบพยานโต้แย้งกัน ศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานว่าพยานหลักฐานของโจทก์หรือจำเลยมีน้ำหนักมากกว่ากัน หากฟังว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า ก็วินิจฉัยให้โจทก์ชนะในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว หากพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่า ศาลก็ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมิได้ชำระหนี้ในวันดังกล่าวแก่โจทก์ กรณีนี้คดีจึงไม่น่าที่จะต้องวินิจฉัยให้ปรากฏว่าภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวตกแก่ฝ่ายใดแต่อย่างใดหรือแม้ในคดีที่มีคู่ความนำสืบเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งไม่นำสืบ ศาลก็ต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายทำนองเดียวกัน โดยชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานของฝ่ายที่นำสืบว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง ผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งปกติเมื่อฝ่ายหนึ่งมีพยานหลักฐานมานำสืบ อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีพยาน ศาลก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายที่นำพยานเข้าสืบ แม้แต่ในคดีที่ฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณา ศาลจะวินิจฉัยให้ฝ่ายที่มาศาลชนะคดี โดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาก็ไม่ได้ แต่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายที่มาศาลชนะคดีเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของฝ่ายที่มาศาลมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากการสืบพยานฝ่ายเดียวของคู่ความฝ่ายที่มาศาล หรือพิจารณาจากพยานเอกสารที่ศาลสั่งให้ส่งแทนการสืบพยานก็ได้ แสดงว่าการวินิจฉัยคดีก็มิได้เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์โดยตรงแต่อย่างใดเช่นกัน แต่หากคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่สืบพยานในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว การที่ศาลจะให้โจทก์หรือจำเลยชนะในประเด็นข้อพิพาทใด ในกรณีเช่นนี้ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ปรากฏว่าภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวตกแก่คู่ความฝ่ายใดและศาลจะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบนั้นเป็นฝ่ายแพ้ในประเด็นข้อพิพาทนั้น โดยถือว่าฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ตามประเด็นข้อพิพาท 2. การที่คดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 29 มิถุนายน 2542 เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง ก็จะเป็นการนำไปสู่หลักกฎหมายที่ว่า การชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นการรับสภาพหนี้ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1), 193/15 ซึ่งเมื่อนับอายุความใหม่ถึงวันฟ้องก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) แต่อย่างใด ทวี ประจวบลาภ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000680.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550