ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2550
นายเสถียร มามุข
โจทก์
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้ร้อง
นางสาววิสาขา พจนา
ผู้คัดค้าน
นายจันทสมุทร์ พจนา กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 237
ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113, มาตรา 114
การโอนทรัพย์พิพาทเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนอันเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 113 ประกอบมาตรา 114 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 ผู้โอนและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนอันเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว
พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์พิพาทแม้จะมีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเป็นเวลาอีกกว่า 10 ปี ทรัพย์พิพาทก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ แต่จำเลยที่ 2 กลับโอนให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่มีค่าตอบแทนในขณะที่คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 86,908,418.05 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน โดยจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าเป็นทางที่ทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237
ข้อที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้ดำเนินการเพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทเกินระยะเวลาที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้นั้น เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำคัดค้านจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาทรัพย์สินตามราคาประเมินเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เป็นเงิน 2,152,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ยอมให้ปฏิบัติให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน ในกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาที่ดินทั้งแปลงตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นเงิน 2,152,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 88438 และ 88439 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และได้จดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 และ 19 ตุลาคม 2544 ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การโอนทรัพย์พิพาทดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบและไม่เข้าหลักเกณฑ์การเพิกถอนการฉ้อฉล เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้น จำเลยที่ 2 จดทะเบียนทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวม 2 แปลง อันเป็นทรัพย์พิพาทแก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 17 และ 19 ตุลาคม 2544 ส่วนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 การโอนทรัพย์พิพาทดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนอันเป็นการให้โดยเสน่หาซึ่งตามมาตรา 113 ประกอบมาตรา 114 ดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 ผู้โอนและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอนอันเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว จากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ความว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาให้ทรัพย์พิพาทแก่ผู้คัดค้านเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้คัดค้านได้ดูแลจำเลยที่ 2 และสามี คือจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเจตนาฉ้อฉลหรือเพื่อให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียเปรียบเพราะทรัพย์พิพาทยังมีภาระตามสัญญาเช่ากับบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 และได้มีการชำระค่าเช่าในวันทำสัญญาแล้ว ผู้คัดค้านไม่สามารถนำที่ดินไปหาประโยชน์อื่นใดได้ โจทก์เคยยื่นฟ้องผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ขอให้เพิกถอนการยกให้ทรัพย์พิพาท แต่ต่อมาได้ถอนฟ้อง โจทก์ทราบเรื่องมาโดยตลอดแล้ว แต่ไม่ติดใจการยกให้ที่ดินดังกล่าว จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้น เห็นได้ว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 นำสืบดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เนื่องจากทรัพย์พิพาทดังกล่าวแม้จะมีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเป็นเวลาอีกกว่า 10 ปี แต่ทรัพย์พิพาทก็ยังคงมีมูลค่าอยู่ แต่จำเลยที่ 2 กลับโอนให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่มีค่าตอบแทนในขณะที่คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 86,908,418.05 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน โดยจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าเป็นทางที่ทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องเสียเปรียบ อันเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ส่วนที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เคยฟ้องผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน แต่ต่อมาได้ถอนฟ้องไปเมื่อโจทก์มายื่นคำร้องต่อผู้ร้องในวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ขอให้ดำเนินการเพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท จึงเกินระยะเวลาที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้นั้น เห็นว่า ข้อที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ธนัท วิรบุตร์-สมชาย พงษธา-พิชัย อภิชาตอำมฤต)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ