คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2550 ฉบับเต็ม

#410723
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2550 บริษัทเอสทีซี ฟิด จำกัด โจทก์ นายสุเนตร ฟูตระกูล จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, มาตรา 135 (2), มาตรา 136 พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หรือ (2) นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดบ้างหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงต้องแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ดังนั้น แม้โจทก์มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว หนี้ของโจทก์ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 899,787.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลายและคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยศาลมีคำสั่งภายหลังจากศาลพิพากษาคดีนี้ แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว จำเลยจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้แก่โจทก์และหลุดพ้นจากการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดและห้ามโจทก์บังคับคดีแก่จำเลย โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้สินตามมาตรา 136 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยต่อไป ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าหลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้แล้ว จำเลยซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายอีกคดีหนึ่งถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 2 ราย ส่วนโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย หลังจากนั้นศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเนื่องจากเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายเพราะเจ้าหนี้ดังกล่าวขอถอนคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หรือ (2) นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดบ้างหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงต้องแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ดังนั้น แม้โจทก์มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว หนี้ของโจทก์ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410723
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016370"
    }
}
date
2550
deka_no
4702/2550
deka_running_no
4702
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 135 (2)",
            "ม. 136"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอสทีซี ฟิด จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุเนตร ฟูตระกูล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 899,787.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลายและคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดโดยศาลมีคำสั่งภายหลังจากศาลพิพากษาคดีนี้ แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว จำเลยจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้แก่โจทก์และหลุดพ้นจากการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดและห้ามโจทก์บังคับคดีแก่จำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้สินตามมาตรา 136 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยต่อไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าหลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ในคดีนี้แล้ว จำเลยซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายอีกคดีหนึ่งถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 2 ราย ส่วนโจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย หลังจากนั้นศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเนื่องจากเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายเพราะเจ้าหนี้ดังกล่าวขอถอนคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หรือ (2) นั้นไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดบ้างหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงต้องแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น ดังนั้น แม้โจทก์มิได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว หนี้ของโจทก์ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000680.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550