คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2550 ฉบับเต็ม

#410724
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2550 นางปรีชา ผิวละออ ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม โจทก์ นายนิรุต สีสด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 1367, มาตรา 1381 ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ส. ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองให้ พ. ในเดือนพฤศจิกายน 2526 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย แม้ในระหว่างนั้น พ. จะยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ถือว่า พ. ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแทน ส. แต่เมื่อ พ. ยังคงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้วเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี โดย พ. ถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2537 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา และ ส. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ก่อนครบกำหนดเวลาห้ามโอน แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. เพื่อกล่าวอ้างสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทในปี 2537 โดยก่อนหน้าที่ พ. จะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์และทายาทของ ส. ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่ พ. ไม่อาจทราบได้ว่าตนยึดถือที่ดินและบ้านพิพาทไว้แทนผู้ใด อันจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์และทายาทของ ส. สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของ พ. จึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน พ. ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้โจทก์ หากส่งไม่ได้ด้วยประการใด ๆ ให้ศาลมีคำสั่งให้นายอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินและบ้านตามฟ้องอีกต่อไป จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่เฉพาะในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้นายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คืนโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ นายเพียร สีสด เป็นบิดาจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีชื่อนายสวัสดิ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ในปี 2525 นายเพียรและนายสวัสดิ์ต้องการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 50,000 บาท แต่ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนนายธรรมนุ ยองประยูร สารวัตรกำนันตำบลร่อนทองในขณะนั้นจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินนายเพียร ฉบับแรกลงวันที่ 17 สิงหาคม 2525 จำนวน 45,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ส่วนอีก 5,000 บาท ตกลงจะชำระเมื่อโอนที่ดินพิพาทแล้ว ต่อมาปี 2526 นายสวัสดิ์ประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมและต้องการรับเงินส่วนที่เหลือ นายธรรมนุจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2526 จำนวน 5,000 บาท และทำหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทโดยลงวันที่ล่วงหน้าให้พ้นกำหนดเวลาห้ามโอน พร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทให้นายเพียรยึดถือไว้ นายสวัสดิ์ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมในเดือนพฤศจิกายน 2526 จากนั้นนายเพียรและจำเลยที่ 2 ก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 นายสวัสดิ์ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองให้นายเพียรในเดือนพฤศจิกายน 2526 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย แม้ในระหว่างนั้นนายเพียรจะยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ถือว่านายเพียรครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแทนนายสวัสดิ์ แต่เมื่อนายเพียรยังครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้วเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี โดยนายเพียรถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2537 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา นายสวัสดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ก่อนครบกำหนดเวลาห้ามโอน แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์เพื่อกล่าวอ้างสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทในปี 2537 โดยก่อนหน้าที่นายเพียรจะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่นายเพียรไม่อาจทราบได้ว่าตนยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนผู้ใด อันจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายเพียรจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน นายเพียรย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 โจทก์หามีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามคำอธิบายกฎหมายลักษณะทรัพย์ของศาสตราจารย์ บัญญัติ สุชีวะ อธิบายความหมายของสิทธิครอบครองไว้ว่า "สิทธิครอบครองเป็นสิทธิส่วนหนึ่งของกรรมสิทธิ์และเป็นสิทธิที่มีความยิ่งใหญ่รองจากกรรมสิทธิ์ เจ้าของสิทธิครอบครองมีอำนาจใช้สอยทรัพย์ให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครอง ได้ดอกผล และโอนสิทธิครอบครองได้คล้ายคลึงกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทั้งเป็นสิทธิที่ใช้ยันต่อบุคคลอื่นได้ทั่วไป เว้นแต่ผู้อื่นนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้น สิทธิครอบครองจึงมีความหมายทำนองเดียวกับเจ้าของ" ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงเป็นที่ดินมือเปล่า เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์และทายาทของ ส. สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว พ. ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8840/2549 ที่วินิจฉัยว่า "หลังจากบิดาจำเลยขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทจนพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้ว บิดาจำเลยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บิดาจำเลยสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคแรกแล้ว แม้โจทก์ได้ซื้อและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์จะไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดินฯ มาตรา 31 แต่เมื่อโจทก์ได้ครอบครองมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน และกรณีดังกล่าวโจทก์มิได้ครอบครองแทนบิดาจำเลยหรือจำเลยซึ่งเป็นทายาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้" ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410724
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014735"
    }
}
date
2550
deka_no
6380/2550
deka_running_no
6380
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 1367",
            "ม. 1381"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 58 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางปรีชา ผิวละออ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิรุต สีสด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้โจทก์ หากส่งไม่ได้ด้วยประการใด ๆ ให้ศาลมีคำสั่งให้นายอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่โจทก์โดยให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองรับเงิน 50,000 บาท ไปจากโจทก์ตามฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินและบ้านตามฟ้องอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่เฉพาะในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้นายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ตามฟ้องหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 600 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คืนโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนายสวัสดิ์ ทองพุ่ม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ นายเพียร สีสด เป็นบิดาจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีชื่อนายสวัสดิ์เป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 ในปี 2525 นายเพียรและนายสวัสดิ์ต้องการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 50,000 บาท แต่ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนนายธรรมนุ ยองประยูร สารวัตรกำนันตำบลร่อนทองในขณะนั้นจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินนายเพียร ฉบับแรกลงวันที่ 17 สิงหาคม 2525 จำนวน 45,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ส่วนอีก 5,000 บาท ตกลงจะชำระเมื่อโอนที่ดินพิพาทแล้ว ต่อมาปี 2526 นายสวัสดิ์ประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมและต้องการรับเงินส่วนที่เหลือ นายธรรมนุจึงให้นายสวัสดิ์ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2526 จำนวน 5,000 บาท และทำหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทโดยลงวันที่ล่วงหน้าให้พ้นกำหนดเวลาห้ามโอน พร้อมกับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทให้นายเพียรยึดถือไว้ นายสวัสดิ์ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดนครปฐมในเดือนพฤศจิกายน 2526 จากนั้นนายเพียรและจำเลยที่ 2 ก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2521 นายสวัสดิ์ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองให้นายเพียรในเดือนพฤศจิกายน 2526 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย แม้ในระหว่างนั้นนายเพียรจะยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ถือว่านายเพียรครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแทนนายสวัสดิ์ แต่เมื่อนายเพียรยังครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้วเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี โดยนายเพียรถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2537 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมา นายสวัสดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ก่อนครบกำหนดเวลาห้ามโอน แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์เพื่อกล่าวอ้างสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทในปี 2537 โดยก่อนหน้าที่นายเพียรจะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด จึงเป็นกรณีที่นายเพียรไม่อาจทราบได้ว่าตนยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนผู้ใด อันจะต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าโจทก์และทายาทของนายสวัสดิ์สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว การครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทของนายเพียรจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน นายเพียรย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 โจทก์หามีสิทธิครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามคำอธิบายกฎหมายลักษณะทรัพย์ของศาสตราจารย์ บัญญัติ สุชีวะ อธิบายความหมายของสิทธิครอบครองไว้ว่า "สิทธิครอบครองเป็นสิทธิส่วนหนึ่งของกรรมสิทธิ์และเป็นสิทธิที่มีความยิ่งใหญ่รองจากกรรมสิทธิ์ เจ้าของสิทธิครอบครองมีอำนาจใช้สอยทรัพย์ให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองเรียกเอาคืนซึ่งการครอบครอง ได้ดอกผล และโอนสิทธิครอบครองได้คล้ายคลึงกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทั้งเป็นสิทธิที่ใช้ยันต่อบุคคลอื่นได้ทั่วไป เว้นแต่ผู้อื่นนั้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้น สิทธิครอบครองจึงมีความหมายทำนองเดียวกับเจ้าของ" ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงเป็นที่ดินมือเปล่า เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์และทายาทของ ส. สละเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว พ. ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8840/2549 ที่วินิจฉัยว่า "หลังจากบิดาจำเลยขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทจนพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้ว บิดาจำเลยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บิดาจำเลยสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคแรกแล้ว แม้โจทก์ได้ซื้อและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์จะไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดินฯ มาตรา 31 แต่เมื่อโจทก์ได้ครอบครองมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน และกรณีดังกล่าวโจทก์มิได้ครอบครองแทนบิดาจำเลยหรือจำเลยซึ่งเป็นทายาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้" ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000665.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550