คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2550 ฉบับเต็ม

#410729
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2550 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด โจทก์ร่วม นายนคร อริยมานนท์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เป็นการฟ้องเนื่องจากจำเลยกับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยกับพวกจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ "ยอมความกัน" สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกโจทก์ร่วม) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เนื่องจากจำเลยกับพวกได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างทุนทรัพย์ 713,174 บาท โจทก์ร่วมและจำเลยกับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 600,000 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที และต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันในคดีดังกล่าวอีก ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 2 สิงหาคม 2549 ว่ามูลหนี้ที่โจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ดำเนินคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เป็นการฟ้องเนื่องจากจำเลยกับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ "ยอมความกัน" สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เกษม วีรวงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์-ฐานันท์ วรรณโกวิท) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410729
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014501"
    }
}
date
2550
deka_no
6549/2550
deka_running_no
6549
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เกษม วีรวงศ์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดแพร่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนคร อริยมานนท์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 271,565 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกโจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 271,565 บาท แก่โจทก์ร่วม ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ร่วมได้ฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เนื่องจากจำเลยกับพวกได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างทุนทรัพย์ 713,174 บาท โจทก์ร่วมและจำเลยกับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 600,000 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที และต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันในคดีดังกล่าวอีก ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 2 สิงหาคม 2549 ว่ามูลหนี้ที่โจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ดำเนินคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน การที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลแรงงานภาค 5 เป็นการฟ้องเนื่องจากจำเลยกับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ "ยอมความกัน" สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000663.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550