คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2550 ฉบับเต็ม

#410749
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2550 นางสำรวย อยู่ศิริ โจทก์ นางแป๋ว อุ่นศิริ ผู้ร้อง นายพินิจ อุ่นศิริ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 48 ป.วิ.พ. มาตรา 21, มาตรา 243, มาตรา 247, มาตรา 249 วรรคสอง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายได้ออกไปจากภูมิลำเนาและไม่ได้กลับมาอีกเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่ทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 46138 เฉพาะส่วนจำนวน 100 ส่วน ให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาจำเลยได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าว นางแป๋ว อุ่นศิริ ผู้ร้องยื่นคำให้การและยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่กลับมาอีกเลยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีเศษ แล้ว โดยไม่มีใครทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใดและไม่มีบุคคลใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ และเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องและคำร้องแล้วทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้ทางโจทก์ยกให้จำเลยโดยการให้โดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 จึงไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่ได้กลับมาอีกจนถึงวันที่ยื่นคำร้องเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่มีบุคคลใดทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง กรณีเช่นว่านี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410749
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014156"
    }
}
date
2550
deka_no
7353/2550
deka_running_no
7353
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 48"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 21",
            "ม. 243",
            "ม. 247",
            "ม. 249 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสำรวย อยู่ศิริ"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางแป๋ว อุ่นศิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพินิจ อุ่นศิริ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 46138 เฉพาะส่วนจำนวน 100 ส่วน ให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาจำเลยได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าว นางแป๋ว อุ่นศิริ ผู้ร้องยื่นคำให้การและยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่กลับมาอีกเลยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีเศษ แล้ว โดยไม่มีใครทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใดและไม่มีบุคคลใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ และเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องและคำร้องแล้วทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้ทางโจทก์ยกให้จำเลยโดยการให้โดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 จึงไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งไม่รับคำให้การของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ออกไปจากภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2545 และไม่ได้กลับมาอีกจนถึงวันที่ยื่นคำร้องเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่มีบุคคลใดทราบว่าจำเลยเป็นตายร้ายดีประการใด จำเลยไม่อาจยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยผู้ร้องได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีมาพร้อมคำร้อง เป็นกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้และไม่มีใครรู้แน่ว่าจำเลยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง กรณีเช่นว่านี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้องให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนคำร้องเสียก่อนเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000660.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550