คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8598/2550 ฉบับเต็ม

#410752
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8598/2550 กองทุนหมู่บ้านลำปางกลาง ฝั่งตะวันออก โจทก์ นายประไพ ทิวัง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นข้อเท็จจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจมีกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ ท. และ ส. ฟ้องคดีนี้ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้งหมดและเป็นเสียงข้างมาก การวินิจฉัยชี้ขาดให้ฟ้องคดีถือว่าชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านโจทก์ เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านต้องมอบอำนาจให้ครบทั้ง 9 คน ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนคำเบิกความของ ท. และ ส. ที่ว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ก็ไม่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการเบิกความรวมถึงตัว ท. และ ส. ผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นกรรมการด้วย เมื่อ ท. และ ส. เบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้านั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งห้ากระทำการทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ไปหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 484,728.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 517,409.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,728.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว สำหรับปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่โจทก์อุทธรณ์นั้นในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายทองดี ปิงใจ และนายเสาร์แก้ว สายวงค์ปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ซึ่งมีจำนวน 9 คน ก่อนทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีกรรมการลาออก 2 คน ที่ประชุมได้เลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทน แต่โจทก์มิได้ส่งบันทึกการประชุมเลือกคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ การประชุมเลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทนกรรมการที่ลาออก และมติที่ประชุมเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วก็ขัดแย้งกับคำฟ้องที่ระบุว่าคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน เป็นผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็โดยวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวซึ่งเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจมีกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้งหมดและเป็นเสียงข้างมาก การวินิจฉัยชี้ขาดให้ฟ้องคดีถือว่าชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านโจทก์ เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านต้องมอบอำนาจให้ครบทั้ง 9 คน ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วที่ว่า ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ก็ไม่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการเบิกความรวมถึงตัวนายทองดีและนายเสาร์แก้วผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นกรรมการด้วย เมื่อนายทองดีและนายเสาร์แก้วเบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้า นั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาต่อไป" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาต่อไป (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410752
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013607"
    }
}
date
2550
deka_no
8598/2550
deka_running_no
8598
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "กองทุนหมู่บ้านลำปางกลาง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ฝั่งตะวันออก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประไพ ทิวัง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งห้ากระทำการทุจริตเบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ไปหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 484,728.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 517,409.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,728.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว สำหรับปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่โจทก์อุทธรณ์นั้นในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายทองดี ปิงใจ และนายเสาร์แก้ว สายวงค์ปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้จากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ซึ่งมีจำนวน 9 คน ก่อนทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีกรรมการลาออก 2 คน ที่ประชุมได้เลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทน แต่โจทก์มิได้ส่งบันทึกการประชุมเลือกคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ การประชุมเลือกนายทองดีและนายเสาร์แก้วเป็นกรรมการแทนกรรมการที่ลาออก และมติที่ประชุมเกี่ยวกับการฟ้องคดีนี้ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วก็ขัดแย้งกับคำฟ้องที่ระบุว่าคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน เป็นผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ก็โดยวินิจฉัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและไม่เชื่อถือพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวซึ่งเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจมีกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 7 คน ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายทองดีและนายเสาร์แก้วฟ้องคดีนี้ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้งหมดและเป็นเสียงข้างมาก การวินิจฉัยชี้ขาดให้ฟ้องคดีถือว่าชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และระเบียบข้อบังคับของกองทุนหมู่บ้านโจทก์ เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าคณะกรรมการหมู่บ้านต้องมอบอำนาจให้ครบทั้ง 9 คน ซึ่งจำเลยทั้งห้าก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนคำเบิกความของนายทองดีและนายเสาร์แก้วที่ว่า ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจำนวน 9 คน ก็ไม่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์เพราะเป็นการเบิกความรวมถึงตัวนายทองดีและนายเสาร์แก้วผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นกรรมการด้วย เมื่อนายทองดีและนายเสาร์แก้วเบิกความยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่ของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้า นั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้แล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ถือเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายและอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000655.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550