คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2550 ฉบับเต็ม

#410753
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2550 นางศรีวารินทร์ ฉายา โจทก์ หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 150 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 25 (4) แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์และหากจำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 113,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมชลประทานจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสอบแนวเขตที่ดินและนำชี้ให้ช่างรังวัดปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตคลองชลประทาน คลองระบายน้ำ 4 ซ้ายสุพรรณ 3 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคู่ความตีราคาที่ดินเนื้อที่พิพาทประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งราคาทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้และถือว่าจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป (สมศักดิ์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410753
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016269"
    }
}
date
2550
deka_no
4780/2550
deka_running_no
4780
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางศรีวารินทร์ ฉายา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์และหากจำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 113,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมชลประทานจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสอบแนวเขตที่ดินและนำชี้ให้ช่างรังวัดปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตคลองชลประทาน คลองระบายน้ำ 4 ซ้ายสุพรรณ 3 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคู่ความตีราคาที่ดินเนื้อที่พิพาทประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งราคาทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้และถือว่าจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000679.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550