คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 849/2544 ฉบับเต็ม

#41079
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 849/2544 นาย จุลสันต์ จันทร์พรหม โจทก์ บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด จำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 46(2), มาตรา วรรคสาม ข้อ 46, มาตรา วรรคสี่ ข้อ 46 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีโดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง"หมายความว่า การจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างนั้นการจ้างดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่มีลักษณะงานตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติข้างต้น ส่วนงานที่โจทก์ทำมิได้มีลักษณะงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 1 ปีตามสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายเก้าสิบวัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน กำหนดระยะเวลาจ้าง1 ปี เมื่อครบกำหนดการจ้างจำเลยได้ต่อสัญญาไปอีก 9 เดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาอ้างว่าครบสัญญาจ้าง โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเกิน 1 ปี แต่ไม่ครบ3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันแต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเคยว่าจ้างโจทก์ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันบนเรือเดินทะเลสองครั้ง โดยครั้งแรกประจำบนเรือพารินดา นารีมีกำหนดเวลา 12 เดือน โจทก์ลาหยุดพักงานแล้วไม่กลับมาทำงานอีกซึ่งถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว การจ้างงานครั้งที่สองประจำบนเรือโชลเนส ทำสัญญาจ้าง มีกำหนดเวลา 9 เดือน โดยโจทก์เริ่มทำงานจนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา สัญญาทั้งสองฉบับแยกต่างหากจากกันเด็ดขาด สัญญาจ้างงานสำหรับคนประจำเรือจึงเป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวและเป็นธรรมเนียมที่กระทำกันเป็นสากลให้การจ้างคนเรือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน จำเลยมิได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ในสัญญาฉบับแรกที่จะต่อสัญญาฉบับที่สองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26พฤษภาคม 2540 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งช่างน้ำมันประจำเรือพารินดา นารี ของจำเลย กำหนดเวลา 12 เดือนระหว่างอายุสัญญา จำเลยขอให้ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่าจัดฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้แก่คนประจำเรือและเพื่อให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ จำเลยได้ส่งคนงานรวมทั้งโจทก์เข้ารับการฝึกอบรมโดยออกค่าใช้จ่ายทางเครื่องบินให้หลังจากโจทก์ฝึกอบรมเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้รับโจทก์เข้าทำงานอีกจนกระทั่งครบกำหนดสัญญาและระหว่างนั้นจำเลยไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างใด ๆให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าระหว่างที่โจทก์เดินทางมารับการฝึกอบรมจนกระทั่งครบอายุสัญญาจ้าง โจทก์ยังมีสภาพเป็นลูกจ้างของจำเลยตลอดมา และถือว่าโจทก์ได้ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยครบ12 เดือน ตามสัญญาแล้วซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 118(2) (ที่ถูก ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2)) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายซึ่งตามสัญญาโจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 45,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 45,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง" เห็นว่า การจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างนั้น การจ้างดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีมีลักษณะงานตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติข้างต้นด้วย เช่นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานดังที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นต้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่างานที่โจทก์ทำมีลักษณะงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่ อันจะเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีตามสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันแก่โจทก์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2) อุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสามและวรรคท้ายนั้นมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญดังนี้ 1. สัญญาจ้างได้ทำเป็นหนังสือ 2. สัญญาจ้างมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน 3. งานตามสัญญาจ้างต้องแล้วเสร็จไม่เกินสองปีนับแต่เริ่มจ้าง 4. งานตามสัญญาต้องมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งในสามลักษณะ 4.1 งานโครงการที่มิใช่งานปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง 4.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว 4.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาล 5. นายจ้างได้เลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ครบ 5 ประการ นายจ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้นจะได้ทำเป็นหนังสือมีกำหนดเวลา 12 เดือนซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่แน่นอน ให้ทำงานซึ่งมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างอันเข้าหลักเกณฑ์ ข้อ 1-3 และข้อ 5 แต่งานตามสัญญาจ้างดังกล่าวนี้มิได้มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งในข้อ 4 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อนึ่งบทบัญญัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46 วรรคสามและวรรคท้ายนี้ ได้มีบัญญัติไว้ทำนองเดียวกันในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย คดีนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องวินิจฉัยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46วรรคสามและวรรคสุดท้าย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ใช้เป็นบรรทัดฐานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้ายได้ เนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้เหมือนกัน รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41079
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067276"
    }
}
date
2544
deka_no
849/2544
deka_running_no
849
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย จุลสันต์ จันทร์พรหม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน กำหนดระยะเวลาจ้าง1 ปี เมื่อครบกำหนดการจ้างจำเลยได้ต่อสัญญาไปอีก 9 เดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาอ้างว่าครบสัญญาจ้าง โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเกิน 1 ปี แต่ไม่ครบ3 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันแต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยว่าจ้างโจทก์ทำหน้าที่เป็นช่างน้ำมันบนเรือเดินทะเลสองครั้ง โดยครั้งแรกประจำบนเรือพารินดา นารีมีกำหนดเวลา 12 เดือน โจทก์ลาหยุดพักงานแล้วไม่กลับมาทำงานอีกซึ่งถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว การจ้างงานครั้งที่สองประจำบนเรือโชลเนส ทำสัญญาจ้าง มีกำหนดเวลา 9 เดือน โดยโจทก์เริ่มทำงานจนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา สัญญาทั้งสองฉบับแยกต่างหากจากกันเด็ดขาด สัญญาจ้างงานสำหรับคนประจำเรือจึงเป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวและเป็นธรรมเนียมที่กระทำกันเป็นสากลให้การจ้างคนเรือเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน จำเลยมิได้มีข้อผูกมัดใด ๆ ในสัญญาฉบับแรกที่จะต่อสัญญาฉบับที่สองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26พฤษภาคม 2540 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งช่างน้ำมันประจำเรือพารินดา นารี ของจำเลย กำหนดเวลา 12 เดือนระหว่างอายุสัญญา จำเลยขอให้ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่าจัดฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้แก่คนประจำเรือและเพื่อให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ จำเลยได้ส่งคนงานรวมทั้งโจทก์เข้ารับการฝึกอบรมโดยออกค่าใช้จ่ายทางเครื่องบินให้หลังจากโจทก์ฝึกอบรมเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้รับโจทก์เข้าทำงานอีกจนกระทั่งครบกำหนดสัญญาและระหว่างนั้นจำเลยไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างใด ๆให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าระหว่างที่โจทก์เดินทางมารับการฝึกอบรมจนกระทั่งครบอายุสัญญาจ้าง โจทก์ยังมีสภาพเป็นลูกจ้างของจำเลยตลอดมา และถือว่าโจทก์ได้ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยครบ12 เดือน ตามสัญญาแล้วซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 118(2) (ที่ถูก ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2)) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ในอัตราไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายซึ่งตามสัญญาโจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 45,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 45,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น

การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง" เห็นว่า การจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างนั้น การจ้างดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีมีลักษณะงานตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติข้างต้นด้วย เช่นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานดังที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นต้น แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่างานที่โจทก์ทำมีลักษณะงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสี่ อันจะเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีตามสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวันแก่โจทก์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2) อุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การจ้างงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนซึ่งนายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสามและวรรคท้ายนั้นมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญดังนี้ 1. สัญญาจ้างได้ทำเป็นหนังสือ 2. สัญญาจ้างมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน 3. งานตามสัญญาจ้างต้องแล้วเสร็จไม่เกินสองปีนับแต่เริ่มจ้าง 4. งานตามสัญญาต้องมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งในสามลักษณะ 4.1 งานโครงการที่มิใช่งานปกติธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง 4.2 งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว 4.3 งานที่เป็นไปตามฤดูกาล 5. นายจ้างได้เลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ครบ 5 ประการ นายจ้างได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้นจะได้ทำเป็นหนังสือมีกำหนดเวลา 12 เดือนซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่แน่นอน ให้ทำงานซึ่งมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้างอันเข้าหลักเกณฑ์ ข้อ 1-3 และข้อ 5 แต่งานตามสัญญาจ้างดังกล่าวนี้มิได้มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งในข้อ 4 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อนึ่งบทบัญญัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46 วรรคสามและวรรคท้ายนี้ ได้มีบัญญัติไว้ทำนองเดียวกันในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้าย คดีนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องวินิจฉัยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46วรรคสามและวรรคสุดท้าย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ใช้เป็นบรรทัดฐานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสุดท้ายได้ เนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้เหมือนกัน รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001138.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544