คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 985/2547 ฉบับเต็ม

#410801
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 985/2547 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายสุริโยหรือโย ไชยเสน จำเลย ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 335, มาตรา 336 ทวิ จำเลยลักเอาเงินจำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งไว้ให้บริการแก่ประชาชนในเวลากลางคืน โดยใช้กุญแจและอุปกรณ์อื่นที่จัดเตรียมมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และใช้จักรยานเป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ และอาจก่อให้เกิดความขัดข้องในการใช้โทรศัพท์สาธารณะของประชาชนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขของสังคมส่วนรวมจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กุญแจพิเศษไขเครื่องโทรศัทพ์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะจนเครื่องโทรศัพท์เสียหายเปิดออกเห็นกล่องชั้นในบรรจุเงินเหรียญต่างๆ อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แล้วลักเอาเงินเหรียญชนิดต่างๆ จำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของสำนักงานบริการโทรศัทพ์จัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยใช้รถจักรยาน 1 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การลักทรพัย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 33 ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก เพราะศาลรอการลงโทษใคดีดังกล่ว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยลักเอาเงินจำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งไว้ให้บริการแก่ประชาชนในเวลากลางคืน โดยใช้กุญแจและอุปกรณ์อื่นที่จัดเตรียมมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และใช้รถจักรยานเป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมอีกด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดข้องในการใช้โทรศัพท์สาธารณะของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่วุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขของสังคมส่วนรวม จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410801
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041627"
    }
}
date
2547
deka_no
985/2547
deka_running_no
985
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 335",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุริโยหรือโย ไชยเสน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กุญแจพิเศษไขเครื่องโทรศัทพ์ในตู้โทรศัพท์สาธารณะจนเครื่องโทรศัพท์เสียหายเปิดออกเห็นกล่องชั้นในบรรจุเงินเหรียญต่างๆ อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์แล้วลักเอาเงินเหรียญชนิดต่างๆ จำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของสำนักงานบริการโทรศัทพ์จัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยใช้รถจักรยาน 1 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การลักทรพัย์ การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ, 33 ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1349/2545 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลางทั้งหมดนอกจากเงินเหรียญจำนวน 219 บาท ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเงินเหรียญจำนวน 1,832 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก เพราะศาลรอการลงโทษใคดีดังกล่ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยลักเอาเงินจำนวน 2,051 บาท ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งไว้ให้บริการแก่ประชาชนในเวลากลางคืน โดยใช้กุญแจและอุปกรณ์อื่นที่จัดเตรียมมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด และใช้รถจักรยานเป็นพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์ไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมอีกด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดข้องในการใช้โทรศัพท์สาธารณะของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่วุฒิภาวะและมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว แต่กลับกระทำความผิดดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขของสังคมส่วนรวม จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000910.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547