คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2547 ฉบับเต็ม

#410808
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2547 นางปิ่น สีมานอก กับพวก โจทก์ นางปาน ขันนอก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1754 ป.วิ.พ. มาตรา 248 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วนในเจ็ดส่วน คิดเป็นเงินรวม 204,000 บาท เท่ากับคนละ 50,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่หรือทายาทอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4100 ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา คนละหนึ่งในเจ็ดส่วน แล้วจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์จากกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละหนึ่งในเจ็ดส่วนของราคาที่ดิน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยต่างเป็นบุตรของนายอินทร์และนางชา ยิ้มนอก โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน นางชามารดาถึงแก่ความตายเมื่อปี 2517 ส่วนนายอินทร์บิดาถึงแก่ความตายในปี 2526 ก่อนถึงแก่ความตาย นายอินทร์มิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายอินทร์มีทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่ทายาททั้ง 7 คน เป็นที่ดิน 3 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11/2498 เอกสารหมาย จ.3 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 15 เอกสารหมาย จ.4 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4100 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 4 และจำเลยต่างยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2533 จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 ส่วนที่โจทก์ที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั้งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.6 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีเพียงว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วนในเจ็ดส่วน คิดเป็นเงินรวม 204,000 บาท เท่ากับคนละ 50,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกตามฟ้องแต่ผู้เดียวนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่และทายาทอื่น ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่หรือทายาทอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สดศรี สัตยธรรม-วิรัช ลิ้มวิชัย-มานะ ศุภวิริยกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410808
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041516"
    }
}
date
2547
deka_no
1104/2547
deka_running_no
1104
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "มานะ ศุภวิริยกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1754"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปิ่น สีมานอก กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางปาน ขันนอก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4100 ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา คนละหนึ่งในเจ็ดส่วน แล้วจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์จากกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละหนึ่งในเจ็ดส่วนของราคาที่ดิน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยต่างเป็นบุตรของนายอินทร์และนางชา ยิ้มนอก โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน นางชามารดาถึงแก่ความตายเมื่อปี 2517 ส่วนนายอินทร์บิดาถึงแก่ความตายในปี 2526 ก่อนถึงแก่ความตาย นายอินทร์มิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายอินทร์มีทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่ทายาททั้ง 7 คน เป็นที่ดิน 3 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11/2498 เอกสารหมาย จ.3 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 15 เอกสารหมาย จ.4 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4100 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 4 และจำเลยต่างยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอินทร์ โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2533 จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 ส่วนที่โจทก์ที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั้งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย จ.6 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีเพียงว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วนในเจ็ดส่วน คิดเป็นเงินรวม 204,000 บาท เท่ากับคนละ 50,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกตามฟ้องแต่ผู้เดียวนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่และทายาทอื่น ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสี่หรือทายาทอื่น ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2540 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่นายอินทร์เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000909.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547