คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2547 ฉบับเต็ม

#410821
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2547 นายสุชาติ ทองคำ โจทก์ นางสมหมาย ยะบุญ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.วิ.อ. มาตรา 46 ในคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนไม่ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว จึงมีผลผูกพันถึงคดีแพ่งซึ่งพิพาทกันภายหลังเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อจำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ต่อศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายก็รับในข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่ง เมื่อที่ดินพิพาทมิใช่เป็นที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.4-01) เลขที่ 4078 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลตะคร้อ (โพธิ์ประสาท) อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา เดิมพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยคดีอาญาฐานบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยในคดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 870/2535 หมายเลขแดงที่ 712/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ต่อมาจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ระหว่างสืบพยานโจทก์ คู่ความได้ตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 นั้น จำเลยในคดีนี้ได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่า "แม้เดิมที่เกิดเหตุจะเป็นของจำเลย แต่จำเลยได้ขายให้โจทก์ร่วมแล้วทำสัญญาเช่าจากโจทก์ร่วมเป็นการยอมรับสิทธิของโจทก์ร่วมในที่ดินที่เกิดเหตุ..." เท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้ การที่โจทก์ในคดีนี้ครอบครองที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันถึงคดีแพ่งซึ่งพิพาทกันภายหลังเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ต่อศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายก็รับในข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น การที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าที่ดินพิพาทมิใช่เป็นที่ดินของโจทก์เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สดศรี สัตยธรรม-จำรูญ แสนภักดี-สุมิตร สุภาดุลย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410821
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042373"
    }
}
date
2547
deka_no
260/2547
deka_running_no
260
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "สุมิตร สุภาดุลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุชาติ ทองคำ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมหมาย ยะบุญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.4-01) เลขที่ 4078 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลตะคร้อ (โพธิ์ประสาท) อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา เดิมพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยคดีอาญาฐานบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยในคดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 870/2535 หมายเลขแดงที่ 712/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ต่อมาจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ระหว่างสืบพยานโจทก์ คู่ความได้ตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 นั้น จำเลยในคดีนี้ได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่า "แม้เดิมที่เกิดเหตุจะเป็นของจำเลย แต่จำเลยได้ขายให้โจทก์ร่วมแล้วทำสัญญาเช่าจากโจทก์ร่วมเป็นการยอมรับสิทธิของโจทก์ร่วมในที่ดินที่เกิดเหตุ..." เท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้ การที่โจทก์ในคดีนี้ครอบครองที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันถึงคดีแพ่งซึ่งพิพาทกันภายหลังเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ต่อศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายก็รับในข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น การที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าที่ดินพิพาทมิใช่เป็นที่ดินของโจทก์เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000917.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547