คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2547 ฉบับเต็ม

#410823
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์ นายนรินทร์ เดชรักษา จำเลย ป.อ. มาตรา 69 ผู้เสียหายตั้งใจจะหาเรื่องจำเลย เนื่องจากมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ถือได้ว่าการกระทำของผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อจำเลย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตนเองได้ แต่การที่ผู้เสียหายเพียงแค่ใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมาและท้าให้จำเลยยิงโดยมิได้เงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายถูกบริเวณไหปลาร้าขวาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกายจึงไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 69 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 4 ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและจำเลยกับพวกหลายคนร่วมดื่มสุรากันที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายกับจำเลยมีเหตุโต้เถียงกันแล้วจำเลยถีบผู้เสียหายและไล่ผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไป ประมาณ 30 นาทีต่อมา ผู้เสียหายย้อนกลับมาบ้านจำเลยโดยถือาวุธมีดดาบยาวประมาณ 80 เซนติเมตร มาด้วย เมื่อผู้เสียหายขึ้นมาบนบ้านและเดินเข้าหาจำเลย จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวจ้องใส่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมา และท้าให้จำเลยยิง จำเลยจึงยิงใส่ผู้เสียหายไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณไหปลาร้าด้านขวาได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากผู้เสียหายเดินเข้ามาหาเรื่องจำเลย โดยผู้เสียหายถืออาวุธมีดดาบในลักษณะจะทำร้ายจำเลย จำเลยตกอยู่ในภาวะถูกต้อนจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงไปไหนได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้อาวุธปืนที่มีอยู่ในมือยิงผู้เสียหายป้องกันตัว จำเลยตั้งใจยิงที่แขนเพื่อให้ผู้เสียหายหยุดใช้อาวุธมีดดาบ จำเลยไม่ได้มีเจตนาเล็งยิงบริเวณหน้าอก เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเติม นาพิมพ์ นายสุนทร แพงวงศ์ และนายมนตรี สีสมน้อย ประจักษ์พยานโจทก์ได้ความสอดคล้องตรงกันว่า ก่อนจำเลยยิงผู้เสียหายนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายถอยไปผู้เสียหายก็ใช้อาวุธมีดดาบปัดปากกระบอกปืนไปมาและทำให้จำเลยยิง จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และผู้เสียหายทรุดลง โดยพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นญาติพี่น้องของผู้เสียหายและจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะร่วมกันเบิกความให้ผิดจากที่ตนรู้เห็นเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ที่จำเลยเบิกความปากเดียวลอย ๆ ว่า ผู้เสียหายเงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันจำเลยและต้อนจำเลยไปจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงนั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า การกระทำของผู้เสียหายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตั้งใจจะหาเรื่องจำเลย เนื่องจากมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ซึ่งถือได้ว่าการกระทำของผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อจำเลย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตนเองได้ แต่การที่ผู้เสียหายเพียงแค่ใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมาและท้าให้จำเลยยิงโดยมิได้เงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายถูกบริเวณไหปลาร้าขวาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย จึงไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ มาก่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพทำลายร้ายแรงยิงใส่ผู้เสียหายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ ซึ่งตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผล นายแพทย์ผู้ตรวจบันทึกไว้ว่า ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายจากบาดแผลนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำคุกและลดโทษให้แก่จำเลย คงจำคุกเพียง 3 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และคดีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี-จิระ โชติพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410823
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042260"
    }
}
date
2547
deka_no
318/2547
deka_running_no
318
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "จิระ โชติพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนรินทร์ เดชรักษา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 4 ปี จำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายและจำเลยกับพวกหลายคนร่วมดื่มสุรากันที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายกับจำเลยมีเหตุโต้เถียงกันแล้วจำเลยถีบผู้เสียหายและไล่ผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไป ประมาณ 30 นาทีต่อมา ผู้เสียหายย้อนกลับมาบ้านจำเลยโดยถือาวุธมีดดาบยาวประมาณ 80 เซนติเมตร มาด้วย เมื่อผู้เสียหายขึ้นมาบนบ้านและเดินเข้าหาจำเลย จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวจ้องใส่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมา และท้าให้จำเลยยิง จำเลยจึงยิงใส่ผู้เสียหายไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายบริเวณไหปลาร้าด้านขวาได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากผู้เสียหายเดินเข้ามาหาเรื่องจำเลย โดยผู้เสียหายถืออาวุธมีดดาบในลักษณะจะทำร้ายจำเลย จำเลยตกอยู่ในภาวะถูกต้อนจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงไปไหนได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้อาวุธปืนที่มีอยู่ในมือยิงผู้เสียหายป้องกันตัว จำเลยตั้งใจยิงที่แขนเพื่อให้ผู้เสียหายหยุดใช้อาวุธมีดดาบ จำเลยไม่ได้มีเจตนาเล็งยิงบริเวณหน้าอก เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายเติม นาพิมพ์ นายสุนทร แพงวงศ์ และนายมนตรี สีสมน้อย ประจักษ์พยานโจทก์ได้ความสอดคล้องตรงกันว่า ก่อนจำเลยยิงผู้เสียหายนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนจ้องผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายถอยไปผู้เสียหายก็ใช้อาวุธมีดดาบปัดปากกระบอกปืนไปมาและทำให้จำเลยยิง จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และผู้เสียหายทรุดลง โดยพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นญาติพี่น้องของผู้เสียหายและจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะร่วมกันเบิกความให้ผิดจากที่ตนรู้เห็นเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ที่จำเลยเบิกความปากเดียวลอย ๆ ว่า ผู้เสียหายเงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันจำเลยและต้อนจำเลยไปจนมุมไม่อาจหลบเลี่ยงนั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า การกระทำของผู้เสียหายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตั้งใจจะหาเรื่องจำเลย เนื่องจากมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน ซึ่งถือได้ว่าการกระทำของผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อจำเลย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันตนเองได้ แต่การที่ผู้เสียหายเพียงแค่ใช้อาวุธมีดดาบปัดอาวุธปืนของจำเลยไปมาและท้าให้จำเลยยิงโดยมิได้เงื้ออาวุธมีดดาบขึ้นในลักษณะจะฟันทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายถูกบริเวณไหปลาร้าขวาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย จึงไม่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ แต่เป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ มาก่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพทำลายร้ายแรงยิงใส่ผู้เสียหายจนได้รับบาดแผลฉกรรจ์ ซึ่งตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผล นายแพทย์ผู้ตรวจบันทึกไว้ว่า ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายจากบาดแผลนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำคุกและลดโทษให้แก่จำเลย คงจำคุกเพียง 3 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และคดีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000916.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547