คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550 ฉบับเต็ม

#410832
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2550 นายสันติพงษ์ นิมิตรดี โจทก์ นายวสันต์ ธุลีจันทร์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 917, มาตรา 920, มาตรา 967 วรรคสาม, มาตรา 989 วรรคแรก ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อ อ. เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่ อ. ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่ อ. เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย อ. นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่า อ. เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า อ. ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับ อ. ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมิใช่สถานที่ที่มูลคดีเกิด เมื่อจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในศาลชั้นต้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและธนาคารดังกล่าวได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องตามมูลคดีที่เกิดจากการที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลล่างทั้งสองชอบที่จะรับฟ้องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวคำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อนายอินทรีย์เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่นายอินทรีย์ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่นายอินทรีย์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย นายอินทรีย์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่านายอินทรีย์เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านายอินทรีย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับนายอินทรีย์ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป (เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-บุญรอด ตันประเสริฐ-ชัชลิต ละเอียด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า แม้เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วยังโอนกันได้ ผู้รับโอนถือเป็นผู้ทรงที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยมาก่อน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2533 เป็นต้น ปกติตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 905 ที่ว่า ผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครองด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้การสลักหลังรายสุดท้ายจะเป็นการสลักหลังลอย ก็ถือเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้ครอบครองตั๋วเงินบางคนต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครองก็ตาม นอกจากนี้หากเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเพียงแต่ส่งมอบกันก็มีผลสมบูรณ์แล้ว เช็คก็เป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่ง จึงเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้เช่นกัน เว้นแต่ผู้ออกเช็คจะมีเจตนาชัดแจ้งว่าไม่ให้เปลี่ยนมือหรือมีข้อกำจัดในการเปลี่ยนมือ ได้แก่เช็คขีดคร่อมทั่วไป และเช็คขีดคร่อมเฉพาะ ตามมาตรา 994 คงมีแง่คิดว่าเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ยังสามารถโอนเช็คกันได้อีกหรือไม่ หากพิจารณาตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ คำตอบก็คือได้แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ผู้ทรงไม่สามารถดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายหลายประการ เช่น การอาวัลตามมาตรา 938 เพราะการอาวัลเป็นประกันการใช้เงิน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โดยความเป็นจริงไม่สามารถอาวัลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมิได้ให้นำมาตรา 924 ซึ่งมีบทบัญญัติภายหลังการไม่ใช้เงินตามตั๋วแลกเงินแล้วมาบังคับใช้กับเช็ค นอกจากนี้ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง และผู้อาวัลสามารถยกข้อต่อสู้ผู้รับโอนภายหลังที่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินว่าเป็นการโอนโดยคบคิดกันฉ้อฉลเพราะหากสุจริตก็ไม่ควรรับโอนเนื่องจากไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เช็คที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินถือได้ว่าเป็นเช็คที่เสียแล้ว หรือเช็คตายไม่สามารถโอนแก่กันได้ ผู้ทรงในขณะที่ธนาคารปฏเสิธการจ่ายเงินเป็นผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ อายุความในการฟ้องร้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งเริ่มนับ การโอนถือได้ว่าเป็นการค้าความเพราะไม่สามารถเรียกให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้อีก ผู้รับโอนได้แต่บอกกล่าวทวงถามและยื่นฟ้องเรียกให้ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง และผู้อาวัล (ถ้ามี) ให้รับผิดชำระเงินตามเช็คเท่านั้น ซึ่งอาจถูกต่อสู้ว่าคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้ทรงคนก่อนผู้ที่สุจริตจึงไม่ควรที่จะรับโอน เมื่อเป็นการค้าความ หากมีคดีความขึ้นมาสู่ศาล ควรที่จะยกฟ้องมากกว่าบังคับให้ การโอนน่าจะถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410832
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015626"
    }
}
date
2550
deka_no
5477/2550
deka_running_no
5477
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "ชัชลิต ละเอียด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 917",
            "ม. 920",
            "ม. 967 วรรคสาม",
            "ม. 989 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสันติพงษ์ นิมิตรดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวสันต์ ธุลีจันทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมิใช่สถานที่ที่มูลคดีเกิด เมื่อจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในศาลชั้นต้น คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นและธนาคารดังกล่าวได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องตามมูลคดีที่เกิดจากการที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลล่างทั้งสองชอบที่จะรับฟ้องไว้พิจารณานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวคำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อนายอินทรีย์เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่นายอินทรีย์ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน 140,000 บาท ให้แก่นายอินทรีย์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย นายอินทรีย์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่านายอินทรีย์เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านายอินทรีย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับนายอินทรีย์ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 967 วรรคสาม ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า แม้เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วยังโอนกันได้ ผู้รับโอนถือเป็นผู้ทรงที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยมาก่อน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2533 เป็นต้น ปกติตั๋วเงินเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 905 ที่ว่า ผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครองด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้การสลักหลังรายสุดท้ายจะเป็นการสลักหลังลอย ก็ถือเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้ครอบครองตั๋วเงินบางคนต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครองก็ตาม นอกจากนี้หากเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือเพียงแต่ส่งมอบกันก็มีผลสมบูรณ์แล้ว เช็คก็เป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่ง จึงเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้เช่นกัน เว้นแต่ผู้ออกเช็คจะมีเจตนาชัดแจ้งว่าไม่ให้เปลี่ยนมือหรือมีข้อกำจัดในการเปลี่ยนมือ ได้แก่เช็คขีดคร่อมทั่วไป และเช็คขีดคร่อมเฉพาะ ตามมาตรา 994 คงมีแง่คิดว่าเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ยังสามารถโอนเช็คกันได้อีกหรือไม่ หากพิจารณาตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ คำตอบก็คือได้แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ผู้ทรงไม่สามารถดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายหลายประการ เช่น การอาวัลตามมาตรา 938 เพราะการอาวัลเป็นประกันการใช้เงิน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โดยความเป็นจริงไม่สามารถอาวัลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมิได้ให้นำมาตรา 924 ซึ่งมีบทบัญญัติภายหลังการไม่ใช้เงินตามตั๋วแลกเงินแล้วมาบังคับใช้กับเช็ค นอกจากนี้ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง และผู้อาวัลสามารถยกข้อต่อสู้ผู้รับโอนภายหลังที่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินว่าเป็นการโอนโดยคบคิดกันฉ้อฉลเพราะหากสุจริตก็ไม่ควรรับโอนเนื่องจากไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เช็คที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินถือได้ว่าเป็นเช็คที่เสียแล้ว หรือเช็คตายไม่สามารถโอนแก่กันได้ ผู้ทรงในขณะที่ธนาคารปฏเสิธการจ่ายเงินเป็นผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ อายุความในการฟ้องร้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งเริ่มนับ การโอนถือได้ว่าเป็นการค้าความเพราะไม่สามารถเรียกให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คได้อีก ผู้รับโอนได้แต่บอกกล่าวทวงถามและยื่นฟ้องเรียกให้ผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง และผู้อาวัล (ถ้ามี) ให้รับผิดชำระเงินตามเช็คเท่านั้น ซึ่งอาจถูกต่อสู้ว่าคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้ทรงคนก่อนผู้ที่สุจริตจึงไม่ควรที่จะรับโอน เมื่อเป็นการค้าความ หากมีคดีความขึ้นมาสู่ศาล ควรที่จะยกฟ้องมากกว่าบังคับให้ การโอนน่าจะถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000673.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550