คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2547 ฉบับเต็ม

#410838
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2547 นายสมัย อ่อนละม้าย กับพวก โจทก์ นางสาวเข็ม ชินศรี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 243 (2) คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองว่าปิดกั้นทางสาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง มีความกว้าง 3 เมตร เหลือเพียง 1.50 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางสาธารณะไม่ได้หรือไม่สะดวก ขอให้เลิกปิดกั้น จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์และชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นครั้งคราว เช่นนี้มีประเด็นพิพาทเป็นข้อสำคัญว่ามีทางสาธารณะตามฟ้องและจำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นจริงหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามคู่ความและโจทก์ทั้งสองแถลงรับว่า ทางพิพาทในปัจจุบันเหลือเพียงกว้าง 1.50 เมตร โดยเดินเท้าหรือรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาให้ได้ความตามประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทด้านทิศเหนือของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวผ่านไปสู่ด้านทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักเสาคอนกรีต ลวดหนามหรือสิ่งกีดขวางอื่นใด มิให้ปิดกั้นทางสาธารณะหรือขัดขวางการใช้ทางของโจทก์ทั้งสามและปราชาชนอื่น และให้จำเลยทั้งสองขอยกเลิกหรือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะโดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย มีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองว่าปิดกั้นทางสาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง มีความกว้าง 3 เมตร เหลือเพียง 1.50 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางสาธารณะไม่ได้หรือไม่สะดวก ขอให้เลิกปิดกั้น จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินตรงนั้นไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์และชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นครั้งคราว เช่นนี้มีประเด็นพิพาทเป็นข้อสำคัญว่า มีทางสาธารณะตามฟ้องและจำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นจริงหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามคู่ความและโจทก์ทั้งสามแถลงรับว่า ทางพิพาทในปัจจุบันเหลือเพียงกว้าง 1.50 เมตร โดยเดินเท้าหรือรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาให้ได้ความตามประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์พยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สายันต์ สุรสมภพ-สุพัฒน์ บุญยุบล-บรรหาร มูลทวี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410838
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042258"
    }
}
date
2547
deka_no
325/2547
deka_running_no
325
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "บรรหาร มูลทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 243 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมัย อ่อนละม้าย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวเข็ม ชินศรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทด้านทิศเหนือของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวผ่านไปสู่ด้านทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร เป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักเสาคอนกรีต ลวดหนามหรือสิ่งกีดขวางอื่นใด มิให้ปิดกั้นทางสาธารณะหรือขัดขวางการใช้ทางของโจทก์ทั้งสามและปราชาชนอื่น และให้จำเลยทั้งสองขอยกเลิกหรือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะโดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย มีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองว่าปิดกั้นทางสาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง มีความกว้าง 3 เมตร เหลือเพียง 1.50 เมตร ทำให้โจทก์ทั้งสามและชาวบ้านใช้ทางสาธารณะไม่ได้หรือไม่สะดวก ขอให้เลิกปิดกั้น จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินตรงนั้นไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์และชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นครั้งคราว เช่นนี้มีประเด็นพิพาทเป็นข้อสำคัญว่า มีทางสาธารณะตามฟ้องและจำเลยทั้งสองทำการปิดกั้นจริงหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามคู่ความและโจทก์ทั้งสามแถลงรับว่า ทางพิพาทในปัจจุบันเหลือเพียงกว้าง 1.50 เมตร โดยเดินเท้าหรือรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาให้ได้ความตามประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์พยานจำเลยตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000916.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547