คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2547 ฉบับเต็ม

#410871
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางภัลพา พลับเจริญสุข จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 264, มาตรา 265, มาตรา 268, มาตรา 341 จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคาร ก. ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จ. และ ส. ลูกค้าของธนาคาร ก. อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาจำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ จ. และ ส. อันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อ จ. และ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ดังนั้น ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าธนาคาร จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน ติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้หลอกลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยได้ปลอมใบถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นหลายฉบับ ถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ของนางบรรจง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารจำนวน 18 ครั้ง และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารอีกจำนวน 2 ครั้ง โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอมของลูกค้าทั้งสองลงในช่องผู้รับเงินและผู้ถอนเงิน โดยที่ความจริงเจ้าของบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถอนเงินและไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางบรรจง นายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน และเมื่อจำเลยได้ปลอมใบถอนเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวต่อพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ต่อมาจำเลยได้จัดทำใบฝากเงินบางส่วนกลับเข้าสู่บัญชีเงินฝากของลูกค้าทั้งสอง โดยฝากเงินจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่ถอนออกมา การกระทำดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 985,915.19 บาท และเมื่อระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ซึ่งออกให้แก่นางบรรจง ฉวีวงษ์ และทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่ออกให้แก่นายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ขึ้นแต่บางส่วน โดยจำเลยนำสมุดคู่ฝากดังกล่าวมาจากนางบรรจงและนายบุญส่ง แล้วพิมพ์ข้อความเท็จลงในสมุดคู่ฝากดังกล่าวอันเป็นเอกสารที่แท้จริงในช่องวัน เดือน ปี ช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือ แล้วลงชื่อจำเลยกำกับไว้ ซึ่งจำเลยได้กระทำการดังกล่าวเพื่อให้นางบรรจงและนายบุญส่ง เจ้าของบัญชีเงินฝาก หลงเชื่อว่ารายการที่ปรากฏในสมุดคู่ฝากดังกล่าวเป็นรายการที่แท้จริงที่ลูกค้าทั้งสองฝากและถอนเงินกับธนาคาร อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วยอดเงินฝากและถอนดังกล่าวเป็นยอดรายการที่จำเลยพิมพ์ขึ้นเอง ไม่ใช่ยอดเงินฝากที่แท้จริงของลูกค้าทั้งสองแต่อย่างใด และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ใช้และอ้างสมุดคู่ฝากปลอมดังกล่าวต่อนางบรรจงและนายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 341, 91 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 985,915.19 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 การที่จำเลยปลอมสมุดคู่ฝาก ก็โดยเจตนาเพื่อใช้ประกอบใบถอนเงินปลอม ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานร่วมกันในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีฝากเงินตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่จำเลยปลอมไปจนถึงวันที่จำเลยใช้เอกสารปลอมเหล่านั้นถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว หาได้เป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ เมื่อจำเลยใช้สมุดคู่ฝากปลอมและใบถอนเงินปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิร่วมกันถอนเงินจากบัญชีเงินฝากตามฟ้องรวมจำนวน 20 ครั้ง จึงเป็นความผิด 20 กระทง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 60 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 30 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าสำหรับความผิดฐานใช้ใบถอนเงินปลอม ฐานฉ้อโกง ฐานใช้สมุดคู่ฝากปลอม โจทก์จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน และผู้เสียหายก็เป็นรายเดียวกัน ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดและศาลมีคำสั่งให้พิพากษาคดีรวมกัน ก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 3 ปี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 17 ปี และฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมอีก 6 ปี รวมจำคุก 23 ปี เมื่อนำโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในคดีนี้ไปรวมกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมในคดีดังกล่าวแล้ว จึงเกินกำหนด 20 ปี คดีนี้แม้ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลย 30 ปี แต่เนื่องจากโจทก์แยกฟ้องทั้งที่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน จึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น เมื่อโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ในความผิดเฉพาะฐานปลอมใบถอนเงินและใช้ใบถอนเงินปลอมเกินกว่า 20 ปีแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนที่ให้นับโทษต่อ จำเลยคงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น เท่านั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 985,915.19 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมสมุดคู่ฝากและใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมอีกกรรมหนึ่งต่างหาก จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้นับโทษของจำเลยตามที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีฝากของนางบรรจง ฉวีวงษ์ และนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่ง โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปี โดยเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่งเพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่แท้จริง และเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อนางบรรจงและนายบุญส่งผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดต่างกรรมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ธาดา กษิตินนท์-ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410871
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041838"
    }
}
date
2547
deka_no
782/2547
deka_running_no
782
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 264",
            "ม. 265",
            "ม. 268",
            "ม. 341"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางภัลพา พลับเจริญสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าธนาคาร จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน ติดต่อกันตลอดมา จำเลยได้หลอกลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยได้ปลอมใบถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิขึ้นหลายฉบับ ถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ของนางบรรจง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารจำนวน 18 ครั้ง และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของธนาคารอีกจำนวน 2 ครั้ง โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอมของลูกค้าทั้งสองลงในช่องผู้รับเงินและผู้ถอนเงิน โดยที่ความจริงเจ้าของบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถอนเงินและไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางบรรจง นายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน และเมื่อจำเลยได้ปลอมใบถอนเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวต่อพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ต่อมาจำเลยได้จัดทำใบฝากเงินบางส่วนกลับเข้าสู่บัญชีเงินฝากของลูกค้าทั้งสอง โดยฝากเงินจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่ถอนออกมา การกระทำดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 985,915.19 บาท และเมื่อระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ซึ่งออกให้แก่นางบรรจง ฉวีวงษ์ และทำปลอมสมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์อันเป็นเอกสารสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่ออกให้แก่นายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ขึ้นแต่บางส่วน โดยจำเลยนำสมุดคู่ฝากดังกล่าวมาจากนางบรรจงและนายบุญส่ง แล้วพิมพ์ข้อความเท็จลงในสมุดคู่ฝากดังกล่าวอันเป็นเอกสารที่แท้จริงในช่องวัน เดือน ปี ช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือ แล้วลงชื่อจำเลยกำกับไว้ ซึ่งจำเลยได้กระทำการดังกล่าวเพื่อให้นางบรรจงและนายบุญส่ง เจ้าของบัญชีเงินฝาก หลงเชื่อว่ารายการที่ปรากฏในสมุดคู่ฝากดังกล่าวเป็นรายการที่แท้จริงที่ลูกค้าทั้งสองฝากและถอนเงินกับธนาคาร อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วยอดเงินฝากและถอนดังกล่าวเป็นยอดรายการที่จำเลยพิมพ์ขึ้นเอง ไม่ใช่ยอดเงินฝากที่แท้จริงของลูกค้าทั้งสองแต่อย่างใด และตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ใช้และอ้างสมุดคู่ฝากปลอมดังกล่าวต่อนางบรรจงและนายบุญส่ง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และประชาชน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 341, 91 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 985,915.19 บาท แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 การที่จำเลยปลอมสมุดคู่ฝาก ก็โดยเจตนาเพื่อใช้ประกอบใบถอนเงินปลอม ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานร่วมกันในการเบิกถอนเงินไปจากบัญชีฝากเงินตามฟ้อง ถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่จำเลยปลอมไปจนถึงวันที่จำเลยใช้เอกสารปลอมเหล่านั้นถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว หาได้เป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ เมื่อจำเลยใช้สมุดคู่ฝากปลอมและใบถอนเงินปลอมอันเป็นเอกสารสิทธิร่วมกันถอนเงินจากบัญชีเงินฝากตามฟ้องรวมจำนวน 20 ครั้ง จึงเป็นความผิด 20 กระทง แต่ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 60 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 30 ปี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าสำหรับความผิดฐานใช้ใบถอนเงินปลอม ฐานฉ้อโกง ฐานใช้สมุดคู่ฝากปลอม โจทก์จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน และผู้เสียหายก็เป็นรายเดียวกัน ถ้าโจทก์แยกฟ้องจำเลยแต่ละกระทงความผิดและศาลมีคำสั่งให้พิพากษาคดีรวมกัน ก็จะลงโทษจำเลยได้ไม่เกินกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 3 ปี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้ใบถอนเงินปลอม 17 ปี และฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมอีก 6 ปี รวมจำคุก 23 ปี เมื่อนำโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมในคดีนี้ไปรวมกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมในคดีดังกล่าวแล้ว จึงเกินกำหนด 20 ปี คดีนี้แม้ศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลย 30 ปี แต่เนื่องจากโจทก์แยกฟ้องทั้งที่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน จึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น เมื่อโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น ในความผิดเฉพาะฐานปลอมใบถอนเงินและใช้ใบถอนเงินปลอมเกินกว่า 20 ปีแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนที่ให้นับโทษต่อ จำเลยคงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4378/2542 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น เท่านั้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 985,915.19 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมสมุดคู่ฝากและใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมอีกกรรมหนึ่งต่างหาก จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้สมุดคู่ฝากอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้นับโทษของจำเลยตามที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9167/2542 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ของผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีฝากของนางบรรจง ฉวีวงษ์ และนายบุญส่ง ฉวีวงษ์ ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้กระทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ออกให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่ง โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปี โดยเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้แก่นางบรรจงและนายบุญส่งเพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขายานนาวา ที่แท้จริง และเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมจึงเป็นการกระทำต่อนางบรรจงและนายบุญส่งผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมกับความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝากปลอมเป็นความผิดต่างกรรมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000912.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547