คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6448/2550 ฉบับเต็ม

#410893
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6448/2550 นางเอมจิต โกมุทรินทร์ โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง นางจิตรา เสวิกุล โดยนายฐิติ เสวิกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ผู้รับโอน นางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี กับพวก ผู้คัดค้าน นางสาริกาหรือสกาวรัตน์ หรือแดง สถิตธำรงค์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง, มาตรา 245 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14, มาตรา 28 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม), มาตรา 116 (เดิม) เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้รับโอนได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 114 (เดิม) และการที่ต่อมาผู้รับโอนได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกภายหลังมีการยื่นฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ให้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 116 (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทสูงเกินไปในกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้นั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 การชดใช้ราคาทรัพย์คืนเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงผู้รับโอนและผู้คัดค้านที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ล้มละลายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2538 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอน กับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี และเพิกถอนการจำนองระหว่างนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ผู้จำนอง กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง ให้นางจิตรา เสวิกุล นางพัชรา ประสงค์ดี นายสมเจตน์ ประสงค์ดี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางจิตรา เสวิกุล โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสถาบันการเงินมีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการปล่อยสินเชื่อตามประเพณีการค้าของธนาคาร โดยมิทราบว่าลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายฐิติ เสวิกุล ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน กับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุลผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องจะร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ได้หรือไม่ ...เห็นว่า โจทก์และลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นพยานผู้ร้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอน และการเพิกถอนการโอนย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายทุกคน ทั้งพยานดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันจึงเป็นพยานที่มีน้ำหนัก การที่ลูกหนี้ที่ 1 เคยกู้ยืมเงินจากผู้รับโอนมาปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืม นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยกันพอสมควรไม่มากก็น้อย ทั้งเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย ย่อมเป็นปกติวิสัยที่จะต้องสนใจฐานะความเป็นอยู่ของกันและกัน โดยเฉพาะผู้รับโอนเป็นฝ่ายที่ให้กู้ยืมเงินเป็นเจ้าของเงินนั้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายต้องสนใจเป็นพิเศษประกอบกับการที่ผู้รับโอนได้นำเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนขายแก่ผู้รับโอน แสดงว่าลูกหนี้ที่ 1 มีฐานะทางการเงินไม่ดี เป็นเหตุผลแวดล้อมสนับสนุนให้พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งขึ้นว่าลูกหนี้ที่ 1 มีความประสงค์ที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ดังกล่าวไปให้เสียเปรียบแก่ผู้รับโอนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่รู้อยู่ด้วยกัน อันเป็นกระทำโดยไม่สุจริต ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันที่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอน เจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งให้ทราบว่ามีการอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท พยานไม่เคยรู้จักลูกหนี้ที่ 1 และไม่ทราบว่าผู้รับโอนกับลูกหนี้ที่ 1 มีความสัมพันธ์กันอย่างไร คำเบิกความของพยานดังกล่าวมิได้ยืนยันว่าผู้รับโอนซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริต ทั้งผู้รับโอนได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมาเบิกความเป็นพยานให้ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีพยานสนับสนุน ทำให้มีน้ำหนักน้อย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอนโดยสุจริต ก็เป็นคนละเรื่องกับการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอนที่ทำไปก่อนนั้น จึงไม่เป็นเหตุผลที่จะทำให้พยานผู้คัดค้านที่ 1 มีน้ำหนักมากขึ้นแต่อย่างใด พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านางจิตราได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) เมื่อนางจิตราได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและการโอนนั้นมิได้กระทำก่อนที่มีการยื่นฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ให้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 116 (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท เป็นการไม่ชอบ เพราะความจริงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมีราคาเพียง 472,000 บาท เท่านั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่การกำหนดราคาชดใช้แทนกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ก็ต้องกำหนดให้ถูกต้องกับราคาแท้จริงตามพยานหลักฐานในสำนวนด้วย การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่าราคาที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงเกินไปไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้นเป็นเรื่องเกินกว่าสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อนในปัญหานี้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าราคา 1,500,000 บาท มีที่มาอย่างไร แต่ปรากฏตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทางสอบสวนได้ความว่า ลูกหนี้ที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้รับโอนในราคา 600,000 บาท และผู้ร้บโอนขายต่อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในราคา 600,000 บาท ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 47000, 47001 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นเงิน 600,000 บาท ดังนั้น ราคา 1,500,000 บาท จึงเป็นจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินจำนวน 3 แปลงแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพียงแปลงเดียว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทน เป็นเงิน 1,500,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสรุปเห็นราคาประเมินหลักประกัน ระบุราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทสอดคล้องตรงกันว่ามีราคา 600,000 บาท เชื่อได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ส่วนราคา 472,000 บาท เป็นราคาที่ผู้คัดค้านที่ 1 คำนวณในอัตราร้อยละ 80 ของวงเงินจำนอง จึงมิใช่ราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง การชดใช้ราคาทรัพย์คืนนี้เป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงผู้รับโอนและผู้คัดค้านที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนและผู้คัดค้านทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนร่วมกับผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา-สมศักดิ์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410893
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014617"
    }
}
date
2550
deka_no
6448/2550
deka_running_no
6448
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา",
    "สมศักดิ์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคสอง",
            "ม. 245 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 28"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 114 (เดิม)",
            "ม. 116 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเอมจิต โกมุทรินทร์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางจิตรา เสวิกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้รับโอน",
        "name": "โดยนายฐิติ เสวิกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางพัชรา ประสงค์ดี"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาริกาหรือสกาวรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือแดง สถิตธำรงค์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ล้มละลายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2538 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2539

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอน กับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี และเพิกถอนการจำนองระหว่างนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ผู้จำนอง กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง ให้นางจิตรา เสวิกุล นางพัชรา ประสงค์ดี นายสมเจตน์ ประสงค์ดี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางจิตรา เสวิกุล โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสถาบันการเงินมีวัตถุประสงค์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการปล่อยสินเชื่อตามประเพณีการค้าของธนาคาร โดยมิทราบว่าลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายฐิติ เสวิกุล ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเข้ามาเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอน กับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุลผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้โอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนและผู้รับจำนองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้ร้องจะร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ได้หรือไม่ ...เห็นว่า โจทก์และลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นพยานผู้ร้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอน และการเพิกถอนการโอนย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายทุกคน ทั้งพยานดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันจึงเป็นพยานที่มีน้ำหนัก การที่ลูกหนี้ที่ 1 เคยกู้ยืมเงินจากผู้รับโอนมาปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืม นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยกันพอสมควรไม่มากก็น้อย ทั้งเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย ย่อมเป็นปกติวิสัยที่จะต้องสนใจฐานะความเป็นอยู่ของกันและกัน โดยเฉพาะผู้รับโอนเป็นฝ่ายที่ให้กู้ยืมเงินเป็นเจ้าของเงินนั้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายต้องสนใจเป็นพิเศษประกอบกับการที่ผู้รับโอนได้นำเงินของตนเองไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนขายแก่ผู้รับโอน แสดงว่าลูกหนี้ที่ 1 มีฐานะทางการเงินไม่ดี เป็นเหตุผลแวดล้อมสนับสนุนให้พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งขึ้นว่าลูกหนี้ที่ 1 มีความประสงค์ที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ดังกล่าวไปให้เสียเปรียบแก่ผู้รับโอนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่รู้อยู่ด้วยกัน อันเป็นกระทำโดยไม่สุจริต ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีนางพัชรา ประสงค์ดี และนายสมเจตน์ ประสงค์ดี ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันที่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอน เจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งให้ทราบว่ามีการอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท พยานไม่เคยรู้จักลูกหนี้ที่ 1 และไม่ทราบว่าผู้รับโอนกับลูกหนี้ที่ 1 มีความสัมพันธ์กันอย่างไร คำเบิกความของพยานดังกล่าวมิได้ยืนยันว่าผู้รับโอนซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริต ทั้งผู้รับโอนได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมาเบิกความเป็นพยานให้ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีพยานสนับสนุน ทำให้มีน้ำหนักน้อย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะนำสืบว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากผู้รับโอนโดยสุจริต ก็เป็นคนละเรื่องกับการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้รับโอนที่ทำไปก่อนนั้น จึงไม่เป็นเหตุผลที่จะทำให้พยานผู้คัดค้านที่ 1 มีน้ำหนักมากขึ้นแต่อย่างใด พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านางจิตราได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากลูกหนี้ที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงร้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) เมื่อนางจิตราได้โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและการโอนนั้นมิได้กระทำก่อนที่มีการยื่นฟ้องลูกหนี้ที่ 1 ให้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 116 (เดิม) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท เป็นการไม่ชอบ เพราะความจริงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมีราคาเพียง 472,000 บาท เท่านั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แต่การกำหนดราคาชดใช้แทนกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ก็ต้องกำหนดให้ถูกต้องกับราคาแท้จริงตามพยานหลักฐานในสำนวนด้วย การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่าราคาที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงเกินไปไม่ถูกต้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้นเป็นเรื่องเกินกว่าสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อนในปัญหานี้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าราคา 1,500,000 บาท มีที่มาอย่างไร แต่ปรากฏตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทางสอบสวนได้ความว่า ลูกหนี้ที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้รับโอนในราคา 600,000 บาท และผู้ร้บโอนขายต่อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในราคา 600,000 บาท ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 47000, 47001 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นเงิน 600,000 บาท ดังนั้น ราคา 1,500,000 บาท จึงเป็นจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนองที่ดินจำนวน 3 แปลงแก่ผู้คัดค้านที่ 2 มิใช่ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพียงแปลงเดียว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแทน เป็นเงิน 1,500,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ตามรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และสรุปเห็นราคาประเมินหลักประกัน ระบุราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทสอดคล้องตรงกันว่ามีราคา 600,000 บาท เชื่อได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ส่วนราคา 472,000 บาท เป็นราคาที่ผู้คัดค้านที่ 1 คำนวณในอัตราร้อยละ 80 ของวงเงินจำนอง จึงมิใช่ราคาที่แท้จริงที่จะต้องชดใช้คืน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การชดใช้ราคาทรัพย์คืนนี้เป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงผู้รับโอนและผู้คัดค้านที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47023 ตำบลหมื่นไวย (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 194/87 ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 ผู้โอนกับนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างนางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจำนองระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ให้นางจิตรา เสวิกุล ผู้รับโอนและผู้คัดค้านทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนร่วมกับผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000664.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550