คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1698/2544 ฉบับเต็ม

#41093
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1698/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพันธ์แมชชีนเนอรี่ โจทก์ นางจำนงค์ อัจจิกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถโดยรวมค่าเช่ากับราคารถที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน ไม่มีกฎหมายห้ามทำและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อนแล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยได้เท่าใดบวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระ จึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวมากกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ก็มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475สัญญาเช่าซื้อจึงใช้บังคับได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 1,422,500 บาทชำระเงินในวันทำสัญญา 350,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระ15 งวด งวดละเดือน เดือนละ 71,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2533 และงวดต่อไปทุกวันที่ 4 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนโจทก์ โจทก์ยึดรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้เช่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 32 เดือน เป็นเงิน 640,000 บาทแต่ขอคิดเพียง 600,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริงและโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 300,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 180,000 บาท และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถพิพาทซื้อขายกันในท้องตลาดราคา 1,000,000 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเป็นเงิน1,422,500 บาท คิดเป็นดอกเบี้ย 422,500 บาท เกินกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นได้รวมค่าเช่ากับราคารถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใด บวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระจากนั้นจึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยชอบ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ศรีสง่า-วิเทพ ศิริพากย์-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในเรื่องเช่าซื้อเพราะเรื่องเช่าซื้อมีบัญญัติไว้เพียงสามมาตราเท่านั้น กล่าวถึงความหมายของสัญญา แบบ และการเลิกสัญญาของคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ถึง 574 สำหรับการเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาทั่วไปนั้นแบ่งออกเป็น2 กรณี 1. กรณีที่คู่สัญญามิได้ตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ซึ่งให้เรียกดอกเบี้ยแก่กันได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 2. กรณีที่คู่สัญญาตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ ซึ่งได้แก่สัญญากู้ยืมเงิน และกฎหมายอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 สำหรับดอกเบี้ยที่กำหนดกันไว้นั้นถ้ามีการตกลงเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้เรียกบางกรณีมีบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนให้ต้องรับโทษทางอาญาด้วย เช่นพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลใด (ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ (ข) เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ท่านบัญญัติไว้ในกฎหมาย บังอาจกำหนดข้อความอันไม่จริงในเรื่องจำนวนเงินกู้หรืออื่น ๆ ไว้ในหนังสือสัญญาหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ หรือ ... ฯลฯ ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกับการกู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนหรือเจ้าหนี้เอาเปรียบแก่ลูกหนี้ (4๙ร.จ. 464 ลงวันที่ 26 ตุลาคม2475) แต่สัญญาอื่น เช่น ซื้อขาย สัญญาการเล่นแชร์ รวมถึงสัญญาเช่าซื้อ ไม่มีบทบัญญัติที่ให้คู่สัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ คู่สัญญาจึงนำค่าเสียหายอันได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนค่าตอบแทนและค่าปรับมากำหนดเป็นข้อตกลงในการคิดดอกเบี้ยซึ่งย่อมคิดเกินกว่าที่กำหนดไว้ในเรื่องการกู้ยืมเงินได้ เพราะมิใช่สัญญากู้ยืมเงินและไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะเป็นเรื่องความสมัครใจของคู่สัญญาเอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3394/2527,990/2532,2878/2536 และ2013/2537) สำหรับคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกำหนดค่าเช่าซื้อโดยรวมค่าเช่ากับราคารถเข้าด้วยกัน โดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกแล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย นำดอกเบี้ยที่คำนวณได้บวกกับเงินที่ค้างชำระ แล้วกำหนดเป็นค่างวด (แม้จะเท่ากับเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 24 ต่อไป) มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น ย่อมหมายถึงว่าสัญญาเช่าซื้อไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้แก่สัญญาเช่าซื้อได้นั่นเอง ประพาฬ อนมาน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41093
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066268"
    }
}
date
2544
deka_no
1698/2544
deka_running_no
1698
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหพันธ์แมชชีนเนอรี่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจำนงค์ อัจจิกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถแทรกเตอร์จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 1,422,500 บาทชำระเงินในวันทำสัญญา 350,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระ15 งวด งวดละเดือน เดือนละ 71,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2533 และงวดต่อไปทุกวันที่ 4 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนโจทก์ โจทก์ยึดรถแทรกเตอร์กลับคืนมาได้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการนำรถออกให้เช่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 32 เดือน เป็นเงิน 640,000 บาทแต่ขอคิดเพียง 600,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริงและโจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 300,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 180,000 บาท และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ. 2475 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถพิพาทซื้อขายกันในท้องตลาดราคา 1,000,000 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเป็นเงิน1,422,500 บาท คิดเป็นดอกเบี้ย 422,500 บาท เกินกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นได้รวมค่าเช่ากับราคารถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามไว้และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ดังกล่าวโจทก์จะกำหนดโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อน แล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยเท่าใด บวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระจากนั้นจึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของโจทก์โดยชอบ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในเรื่องเช่าซื้อเพราะเรื่องเช่าซื้อมีบัญญัติไว้เพียงสามมาตราเท่านั้น กล่าวถึงความหมายของสัญญา แบบ และการเลิกสัญญาของคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ถึง 574 สำหรับการเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาทั่วไปนั้นแบ่งออกเป็น2 กรณี 1. กรณีที่คู่สัญญามิได้ตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ซึ่งให้เรียกดอกเบี้ยแก่กันได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 2. กรณีที่คู่สัญญาตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ ซึ่งได้แก่สัญญากู้ยืมเงิน และกฎหมายอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 สำหรับดอกเบี้ยที่กำหนดกันไว้นั้นถ้ามีการตกลงเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้เรียกบางกรณีมีบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนให้ต้องรับโทษทางอาญาด้วย เช่นพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลใด (ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ (ข) เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ท่านบัญญัติไว้ในกฎหมาย บังอาจกำหนดข้อความอันไม่จริงในเรื่องจำนวนเงินกู้หรืออื่น ๆ ไว้ในหนังสือสัญญาหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ หรือ ... ฯลฯ ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกับการกู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาหรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนหรือเจ้าหนี้เอาเปรียบแก่ลูกหนี้ (4๙ร.จ. 464 ลงวันที่ 26 ตุลาคม2475) แต่สัญญาอื่น เช่น ซื้อขาย สัญญาการเล่นแชร์ รวมถึงสัญญาเช่าซื้อ ไม่มีบทบัญญัติที่ให้คู่สัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ คู่สัญญาจึงนำค่าเสียหายอันได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนค่าตอบแทนและค่าปรับมากำหนดเป็นข้อตกลงในการคิดดอกเบี้ยซึ่งย่อมคิดเกินกว่าที่กำหนดไว้ในเรื่องการกู้ยืมเงินได้ เพราะมิใช่สัญญากู้ยืมเงินและไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะเป็นเรื่องความสมัครใจของคู่สัญญาเอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3394/2527,990/2532,2878/2536 และ2013/2537) สำหรับคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกำหนดค่าเช่าซื้อโดยรวมค่าเช่ากับราคารถเข้าด้วยกัน โดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกแล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย นำดอกเบี้ยที่คำนวณได้บวกกับเงินที่ค้างชำระ แล้วกำหนดเป็นค่างวด (แม้จะเท่ากับเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 24 ต่อไป) มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น ย่อมหมายถึงว่าสัญญาเช่าซื้อไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้แก่สัญญาเช่าซื้อได้นั่นเอง ประพาฬ อนมาน
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001129.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544