คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2550 ฉบับเต็ม

#410979
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2550 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นายพิรุณ เจริญวรรณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6), มาตรา 192 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของ อ. ที่ ค. เป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริรงที่รับฟังได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2617/2545 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนกระทำการสอบสวนบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และจำเลยเป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปชนรถยนต์กระบะที่นายคำมูล แก้วใจงาม ขับมา เหตุเกิดจากจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูรถที่แล่นอยู่ทางด้านขวาของตน เพราะสำคัญผิดว่าถนนพระยาสัจจาเปิดให้เดินรถทางเดียว ซึ่งโดยวิสัยของผู้ขับรถโดยทั่วไปควรจะดูทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวาก่อน เมื่อเห็นปลอดภัยแล้วจึงขับรถออกไปได้ และจำเลยมีหน้าที่ต้องหยุดรถเพื่อให้รถยนต์กระบะที่นายคำมูลขับแล่นผ่านไปก่อนแต่มิได้หยุดรถ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริงและจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 อนุมาตรา (1) ถึง (8) แต่ละอนุมาตรามีลักษณะความผิดต่างกัน โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 โดยไม่ได้ระบุอนุมาตรา (4) จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามอนุมาตรา (4) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของนายเอกรัตน์ที่นายคำมูลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (ฑิตพิชัย เตโชพิทยากูล-เกษม วีรวงศ์-พีรพล พิชยวัฒน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410979
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013948"
    }
}
date
2550
deka_no
7638/2550
deka_running_no
7638
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ฑิตพิชัย เตโชพิทยากูล",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (6)",
            "ม. 192"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิรุณ เจริญวรรณ"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2617/2545 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนกระทำการสอบสวนบิดเบือนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และจำเลยเป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปชนรถยนต์กระบะที่นายคำมูล แก้วใจงาม ขับมา เหตุเกิดจากจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูรถที่แล่นอยู่ทางด้านขวาของตน เพราะสำคัญผิดว่าถนนพระยาสัจจาเปิดให้เดินรถทางเดียว ซึ่งโดยวิสัยของผู้ขับรถโดยทั่วไปควรจะดูทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวาก่อน เมื่อเห็นปลอดภัยแล้วจึงขับรถออกไปได้ และจำเลยมีหน้าที่ต้องหยุดรถเพื่อให้รถยนต์กระบะที่นายคำมูลขับแล่นผ่านไปก่อนแต่มิได้หยุดรถ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบิดเบือนข้อเท็จจริงและจำเลยไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทนั้น จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 อนุมาตรา (1) ถึง (8) แต่ละอนุมาตรามีลักษณะความผิดต่างกัน โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 โดยไม่ได้ระบุอนุมาตรา (4) จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามอนุมาตรา (4) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของนายเอกรัตน์ที่นายคำมูลเป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย และอ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 มาด้วย ซึ่งเท่ากับโจทก์อ้างบทห้ามการกระทำความผิดตามมาตรา 43 (4) อยู่ในตัวแล้ว โจทก์หาจำต้องระบุอนุมาตรา (4) ของมาตรา 43 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วยไม่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิพากษาปรับบทความผิดในมาตรานั้นๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000658.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550