คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2547 ฉบับเต็ม

#410984
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์ จำเลย ป.อ. มาตรา 90 ป.วิ.อ. มาตรา 91, มาตรา 232 ป.วิ.อ. มาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึง จำเลยในคดีเดียวกัน แต่ น. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232 เมื่อมีการปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วต่อมาปลอมตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประทับลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นนั้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางดังกล่าวไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะโดยสภาพของการกระทำย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับ ต่างรายกัน จึงเป็นความผิดสองกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก), 265, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาไม่ใช่ปลอมเอกสารราชการเพราะเป็นหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น ฉบับเลขที่ เอ็มพี 1527958 และฉบับเลขที่ เอ็มพี 1100158 ตามฟ้องที่มีการปลอม เป็นหนังสือเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นทำขึ้นประเทศไทยหรือเจ้าพนักงานไทยมิได้เป็นผู้จัดทำ จึงมิใช่เอกสารราชการตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นั้น พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นแล้วปลอมตราประทับเข้าและออกในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่นอันเป็นการปลอมเอกสารราชการ และศาลชั้นต้นก็มิได้ลงโทษในข้อหาดังกล่าว คงลงโทษในข้อหาปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในปัญหานี้ ปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ที่ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เพราะนางนรารัตน์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการในการกระทำเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ เป็นมูลคดีเดียวกันตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7325/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน แต่นางนรารัตน์มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยจำเลยร่วมกับพวกปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ แล้วปลอมตราประทับขาเข้าและขาออกของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว การปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วปลอมตราประทับของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วเพราะโดยสภาพของการกระทำ การกระทำของจำเลยย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับต่างรายกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเพียงกรรมเดียว จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 2 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (จิระ โชติพงศ์-โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410984
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041510"
    }
}
date
2547
deka_no
1164/2547
deka_running_no
1164
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "จิระ โชติพงศ์",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 232"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก), 265, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาไม่ใช่ปลอมเอกสารราชการเพราะเป็นหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น ฉบับเลขที่ เอ็มพี 1527958 และฉบับเลขที่ เอ็มพี 1100158 ตามฟ้องที่มีการปลอม เป็นหนังสือเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่นทำขึ้นประเทศไทยหรือเจ้าพนักงานไทยมิได้เป็นผู้จัดทำ จึงมิใช่เอกสารราชการตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นั้น พิเคราะห์แล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นแล้วปลอมตราประทับเข้าและออกในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่นอันเป็นการปลอมเอกสารราชการ และศาลชั้นต้นก็มิได้ลงโทษในข้อหาดังกล่าว คงลงโทษในข้อหาปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในปัญหานี้ ปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า การที่โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ที่ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน เพราะนางนรารัตน์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในการกระทำผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการในการกระทำเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ เป็นมูลคดีเดียวกันตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7325/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน แต่นางนรารัตน์มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 โจทก์อ้างนางนรารัตน์เป็นพยานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยจำเลยร่วมกับพวกปลอมหนังสือเดินทางประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ แล้วปลอมตราประทับขาเข้าและขาออกของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับดังกล่าว การปลอมหนังสือเดินทางซึ่งออกให้แก่บุคคลหนึ่งแล้วปลอมตราประทับของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงในหนังสือเดินทางที่ปลอมขึ้นเพื่อให้มีรายการครบถ้วน เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เพื่อที่จะนำหนังสือเดินทางไปใช้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทางเสร็จฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วเพราะโดยสภาพของการกระทำ การกระทำของจำเลยย่อมแยกออกจากกันได้ เมื่อจำเลยปลอมหนังสือเดินทาง 2 ฉบับต่างรายกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมาเพียงกรรมเดียว จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้โทษ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 2 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000909.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547