ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2547
พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์
นายอนันต์ อินต๊ะเหล็ก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 39
ระยะเวลาเกิดเหตุและสถานที่เกิดเหตุในความผิดข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดตามฟ้องคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้เสียหาย และนำขยะไปทิ้งในที่ดินดังกล่าวตรงกัน อีกทั้งการกระทำของจำเลยในทั้งสองคดีเป็นครั้งเดียวกัน แม้ฐานความผิดจะต่างกัน ก็เป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจนศาลพิพากษาลงโทษปรับและคดีถึงที่สุดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก แม้จะไม่อ้างบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ ก็เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 358, 362, 365
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานบุกรุก ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1385/2545 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือมูลฝอย โดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยจำเลยรับขนขยะจากจังหวัดเชียงใหม่ไปทิ้งที่เขตตำบลเหมืองง่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง คดีถึงที่สุด ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์โดยจำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้เสียหาย และนำขยะไปทิ้งในที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ระยะเวลาเกิดเหตุและสถานที่เกิดเหตุในความผิดข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดตามฟ้องคดีนี้ตรงกัน อีกทั้งการกระทำของในทั้งสองคดีเป็นครั้งเดียวกัน แม้ฐานความผิดจะต่างกัน ก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจนศาลพิพากษาลงโทษปรับและคดีถึงที่สุดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก แม้จะไม่อ้างบทลงโทษตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขก็เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคดีมีเจตนาต่างกันเป็นคนละกรรม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
(ชวลิต ตุลยสิงห์-พิชิต คำแฝง-ขวัญชัย ปิ่นรอด)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 19 ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การฝ่าฝืนตามมาตรา 19 ดังกล่าวมีโทษตามมาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษปรับจำเลยและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้เสียหายแล้วนำขยะจำนวนมากไปทิ้งในที่ดินดังกล่าวอันเป็นการทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 358, 362 และ 365 เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ มาตรา 19 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยดำเนินการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจหรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งความผิดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องไปกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกได้ เช่น จำเลยขนขยะไปทิ้งในที่ดินจำเลยเอง แต่การที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้วภายหลังได้ขนไปทิ้งที่ดินของผู้เสียหาย ทำให้ที่ดินของผู้เสียหายได้รับความเสียหายและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างเวลากันผู้เสียหายต่างคนกัน กล่าวคือ ความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ เป็นความผิดต่อรัฐ ส่วนความผิดตามฟ้องคดีนี้เป็นความผิดต่อผู้เสียหาย การที่จำเลยถูกลงโทษในคดีก่อนเป็นการตอบแทนการกระทำความผิดในคดีก่อนเท่านั้น ส่วนการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายในคดีนี้ยังมิได้มีการพิจารณาถึง ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงเกิดผลกระทบในทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับตัวผู้เสียหายและจำเลยหลายประการ แม้จะฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้กับคดีก่อนเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดข้อหาดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจนศาลพิพากษาลงโทษปรับและคดีถึงที่สุดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปนั้น มีข้อสังเกตว่าคดีก่อนเป็นคดีที่มีอัตราโทษเบากว่าคดีนี้ กล่าวคือคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี จึงมีข้อพิจารณาว่าการที่จำเลยเคยถูกลงโทษในความผิดที่มีโทษเบาและคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีที่มีอัตราโทษหนักที่สุดระงับไปหรือไม่ ศาลฎีกาคดีนี้วินิจฉัยว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป เป็นการวินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยวางหลักไว้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2543, 3238/2536, 4956/2536 เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากความผิดหลายกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งบทที่มีโทษเบาที่สุดสามารถเปรียบเทียบปรับได้ แม้คดีเสร็จเด็ดขาดไปเพราะการเปรียบเทียบปรับแล้วแต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดที่มีโทษหนักที่สุดยังไม่ระงับ โดยวินิจฉัยไว้ 3 กรณีคือ 1. หากหลังจากเปรียบเทียบปรับแล้วผลของการกระทำความผิดรุนแรงขึ้น คดีก็ไม่อาจเลิกกัน ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2541 โจทก์แจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกาย โจทก์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายโจทก์ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพพนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอม คดีย่อมเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 (2) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันเดียวกันโจทก์เกิดอาการมึนศีรษะและอาเจียนจึงกลับไปให้แพทย์ตรวจใหม่ พบว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งต้องรักษานานประมาณ 30 วัน โดยโจทก์อ้างว่าเป็นผลเกิดจากถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แท่งเหล็กกลวงตี หากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างคดีก็ไม่อาจเลิกกันได้เพราะมิใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไป 2. ขณะเปรียบเทียบปรากฏข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่พนักงานสอบสวนยังคงเปรียบเทียบปรับบทที่มีโทษเบาที่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1100/2516 จำเลยกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทเป็นทั้งความผิดลหุโทษและที่มิใช่ลหุโทษ แต่ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนตั้งขอหาในความผิดลหุโทษแต่เพียงบทเดียวแล้วเปรียบเทียบปรับไป ถือว่าการเปรียบเทียบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ทำให้คดีเลิกกันอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ พนักงานอัยการมีสิทธิฟ้องจำเลยในความผิดที่ไม่ใช่ลหุโทษได้อีก 3. การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบได้ทั้ง สองบท แต่เปรียบเทียบปรับความผิดที่มีบทลงโทษเบากว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2532 การกระทำของจำเลยเป็นความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56, 61 และ ป.อ. มาตรา 390 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทหนักที่สุดลงโทษตามมาตรา 90 พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดที่มีโทษเบากว่าเพื่อให้ความผิดทุกกรรมรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 ได้ ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 61 ซึ่งเป็นความผิดบทเบาที่สุด การเปรียบเทียบนั้นก็ไม่ชอบ คดีจึงยังไม่เลิกกัน ศาลย่อมวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 390 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดให้ถูกต้องได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถือว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปนั้นเป็นการวินิจฉัยถูกต้องตามหลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 90 กล่าวคือ การที่สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจะระงับไปนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ลงโทษจำเลยในความผิดที่มีโทษหนักที่สุดแล้วเท่านั้น การที่ลงโทษเบาสุดยังไม่เป็นเหตุให้สิทธิการนำคดีมาฟ้องระงับไป จึงน่านำมาเทียบเคียงกับกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลในความผิดที่มีโทษเบาก่อน แม้จะพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วก็ตาม กรณีน่าจะถือได้ว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปเนื่องจากยังไม่มีการฟ้องคดีที่มีบทที่มีโทษหนักที่สุด ทั้งนี้ เพราะมิได้ปฏิบัติตาม ป.อ. มาตรา 90 มิฉะนั้นจะเป็นเหตุให้มีการใช้ช่องทางดังกล่าวช่วยเหลือจำเลยมิให้รับโทษในข้อหาที่มีบทลงโทษหนักที่สุด กล่าวคือ ทำให้ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 90 ได้ ส่วนการที่จำเลยได้รับโทษเบาไปแล้วนั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความผิดบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยนำมาหักออกได้ ศิริชัย วัฒนโยธิน