คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2547 ฉบับเต็ม

#411016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2547 ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายแสงชัย วสุนธรา ผู้ซื้อทรัพย์ นางทิพวรรณ สุวัณณทัพพะ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2), มาตรา 246, มาตรา 247 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ในราคา 2,050,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยและนายแสงชัย วสุนธรา ผู้ซื้อทรัพย์แล้วได้ความว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย และจำเลยยังไม่พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย และเห็นว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมด และมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแต่จำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์และเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา แต่ก่อนส่งสำนวนจำเลยได้ยื่นคำแถลงว่า จำเลยป่วยรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถเดินทางมาศาลเพื่อวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาได้ตามกำหนด จึงขอวางเงินดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว ที่จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเนื่องจากไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้น และจำเลยเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี ไม่สามารถเดินทางมาวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247" ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา (มนตรี ยอดปัญญา-สายันต์ สุรสมภพ-สุพัฒน์ บุญยุบล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411016
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040552"
    }
}
date
2547
deka_no
2248/2547
deka_running_no
2248
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 174 (2)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ซื้อทรัพย์",
        "name": "นายแสงชัย วสุนธรา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทิพวรรณ สุวัณณทัพพะ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ในราคา 2,050,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยและนายแสงชัย วสุนธรา ผู้ซื้อทรัพย์แล้วได้ความว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย และจำเลยยังไม่พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย และเห็นว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมด และมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแต่จำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์และเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา แต่ก่อนส่งสำนวนจำเลยได้ยื่นคำแถลงว่า จำเลยป่วยรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถเดินทางมาศาลเพื่อวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาได้ตามกำหนด จึงขอวางเงินดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว ที่จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเนื่องจากไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้น และจำเลยเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี ไม่สามารถเดินทางมาวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000900.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547