คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2547 ฉบับเต็ม

#411020
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2547 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทดีไฟ จำกัด กับพวก จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ป.วิ.พ. มาตรา 226 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสิบยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถูกบริษัทสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนหนี้ไปให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อวันที่ 15 และ 31 ตุลาคม 2544 แต่มิได้โอนหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไปด้วยเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30, 31, 32 และ 33 ขัดต่อมาตรา 6 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 264 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมโอนหนี้ตามฟ้องไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามประสงค์ของจำเลยทั้งสิบและเป็นการโต้แย้งการปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าตัวบทกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 คำร้องของจำเลยทั้งสิบจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบ จำเลยทั้งสิบฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ดังที่จำเลยทั้งสิบอ้าง คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชาย พงษธา-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-สมบัติ อรรถพิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411020
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040539"
    }
}
date
2547
deka_no
2446/2547
deka_running_no
2446
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "สมบัติ อรรถพิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "law_abbr": "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย",
        "sections": [
            "ม. 264"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทดีไฟ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสิบยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถูกบริษัทสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนหนี้ไปให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อวันที่ 15 และ 31 ตุลาคม 2544 แต่มิได้โอนหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไปด้วยเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30, 31, 32 และ 33 ขัดต่อมาตรา 6 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 264 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมโอนหนี้ตามฟ้องไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามประสงค์ของจำเลยทั้งสิบและเป็นการโต้แย้งการปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าตัวบทกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 คำร้องของจำเลยทั้งสิบจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยทั้งสิบฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ดังที่จำเลยทั้งสิบอ้าง คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000900.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547