คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2547 ฉบับเต็ม

#411036
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2547 นางเทียบ เสืองามเอี่ยม โจทก์ นางสมจิตรหรือสมจิต เกตุพันธ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ โดยกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้องซึ่งตามมาตรา 193/33 (2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าสิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใดและเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 15,000 บาท 15,000 บาท และ 14,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่กู้ยืมเงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์เลย ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมถึงวันฟ้องสำหรับเงินกู้ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 12,118.75 บาท ครั้งที่ 2 เป็นเงินจำนวน 12,093.75 บาท และครั้งที่ 3 เป็นเงินจำนวน 10,675 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 78,887.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 44,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์สองครั้งเพียงครั้งละ 10,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดบวกเข้าไป ส่วนสัญญากู้ฉบับที่สามเป็นต้นเงินเพียง 8,000 บาท อีก 6,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดที่โจทก์บวกเข้าไปเป็นต้นเงิน จำเลยได้ผ่อนชำระเงินตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนสัญญากู้ให้จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกิน 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 44,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตาทฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การของจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เป็นต้นเงินขาดอายุความเมื่อใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ซึ่งปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 4 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใด และเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ไพโรจน์ วายุภาพ-ปัญญา ถนอมรอด-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411036
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041726"
    }
}
date
2547
deka_no
902/2547
deka_running_no
902
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/33 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเทียบ เสืองามเอี่ยม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมจิตรหรือสมจิต เกตุพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 15,000 บาท 15,000 บาท และ 14,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่กู้ยืมเงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์เลย ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมถึงวันฟ้องสำหรับเงินกู้ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 12,118.75 บาท ครั้งที่ 2 เป็นเงินจำนวน 12,093.75 บาท และครั้งที่ 3 เป็นเงินจำนวน 10,675 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 78,887.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 44,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์สองครั้งเพียงครั้งละ 10,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดบวกเข้าไป ส่วนสัญญากู้ฉบับที่สามเป็นต้นเงินเพียง 8,000 บาท อีก 6,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดที่โจทก์บวกเข้าไปเป็นต้นเงิน จำเลยได้ผ่อนชำระเงินตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนสัญญากู้ให้จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกิน 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 44,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตาทฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การของจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เป็นต้นเงินขาดอายุความเมื่อใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ซึ่งปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 4 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใด และเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000911.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547