คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2547 ฉบับเต็ม

#411059
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2547 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวสุภาณี ศรีจาดหรือนางสุภานี ปุงคานนท์ จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14, มาตรา 135 คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 มกราคม 2545 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์และอยู่ในระหว่างนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก (ที่เลื่อนมา) ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 แต่ก่อนถึงวันนัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตแล้ว คดีนี้จึงไม่มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 และแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุอันควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ คดีจึงมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (สุพัฒน์ บุญยุบล-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-บรรหาร มูลทวี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411059
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039788"
    }
}
date
2547
deka_no
3619/2547
deka_running_no
3619
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "บรรหาร มูลทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 14",
            "ม. 135"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุภาณี ศรีจาดหรือนางสุภานี ปุงคานนท์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 มกราคม 2545 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์และอยู่ในระหว่างนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก (ที่เลื่อนมา) ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 แต่ก่อนถึงวันนัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตแล้ว คดีนี้จึงไม่มีเจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2545 และแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุอันควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งให้ยกเลิกการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและเท่ากับศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยไปด้วยในตัว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบเพื่อมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงไม่ชอบ คดีจึงมีเหตุสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000893.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547