คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547 ฉบับเต็ม

#411064
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547 นางสาวยิ้วเตียง แซ่ซึง กับพวก โจทก์ นางสาววาสนา หวังดี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 702 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองโจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย สัญญาจำนองจึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ข้อกำหนดเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยหาต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ไม่ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,534,000 บาท โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำนองอีกครั้งโดยนำดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเป็นเงิน 276,120 บาท ดอกเบี้ย 6 เดือนที่สองเป็นเงิน 325,818 บาท และดอกเบี้ย 5 เดือนสุดท้ายเป็นเงิน 320,390 บาท รวมเป็นเงิน 922,328 บาท มาจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 920,000 บาท ตามฟ้อง สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนอง 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของจำเลย นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 1,534,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองอีกในวงเงิน 920,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องับผิดตามสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวน 920,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยมีตัวจำเลย นายอิศรา หวัดี และนางสนาม หวังดี เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้รับเงินตามสัญญาจำนองฉบับแรกเท่านั้น แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน จำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ตามจำนวนดอกเบี้ยโดยปัดเศษทิ้ง ทั้งนี้เพื่อโจทก์ทั้งสองยอมผ่อนเวลาชำระหนี้จำนองให้ จำเลยจึงยอมทำ โดยมิได้รับเงินในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 โจทก์ที่ 2 เบิกเงินจากธนาคารมาให้จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ถอนเงินจากธนาคาร แต่เป็นเงินสดที่โจทก์ที่ 2 ใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี จึงน่าสงสัยว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท ในการจำนองครั้งที่ 2 แก่จำเลยหรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาดูจำนวนเงินโดยคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้ยอละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,534,000 บาท ทุก 6 เดือนคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองครั้งแรกถึงวันทำสัญญาจำนองครั้งที่ 2 โดยปัดเศษทิ้ง จะได้จำนวนเงินเท่ากับ 920,000 บาท ประกอบกับจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญาจำนองครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 1,534,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้ชำระทั้งตนเงินและดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กลับไม่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับฟ้องเรียกตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ทำให้สอดรับกับข้อนำสืบของจำเลยว่าเป็นการเรียกเอาเฉพาะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีเหตุผลน่ารับฟัง จึงไม่น่าเชื่อว่าในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย ดังนั้น ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง (ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411064
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041403"
    }
}
date
2547
deka_no
1273/2547
deka_running_no
1273
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 702"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 3 (ก)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวยิ้วเตียง แซ่ซึง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาววาสนา หวังดี"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,534,000 บาท โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำนองอีกครั้งโดยนำดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเป็นเงิน 276,120 บาท ดอกเบี้ย 6 เดือนที่สองเป็นเงิน 325,818 บาท และดอกเบี้ย 5 เดือนสุดท้ายเป็นเงิน 320,390 บาท รวมเป็นเงิน 922,328 บาท มาจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 920,000 บาท ตามฟ้อง สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนอง 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของจำเลย นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 1,534,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองอีกในวงเงิน 920,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องับผิดตามสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวน 920,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยมีตัวจำเลย นายอิศรา หวัดี และนางสนาม หวังดี เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้รับเงินตามสัญญาจำนองฉบับแรกเท่านั้น แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน จำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ตามจำนวนดอกเบี้ยโดยปัดเศษทิ้ง ทั้งนี้เพื่อโจทก์ทั้งสองยอมผ่อนเวลาชำระหนี้จำนองให้ จำเลยจึงยอมทำ โดยมิได้รับเงินในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 โจทก์ที่ 2 เบิกเงินจากธนาคารมาให้จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ถอนเงินจากธนาคาร แต่เป็นเงินสดที่โจทก์ที่ 2 ใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี จึงน่าสงสัยว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท ในการจำนองครั้งที่ 2 แก่จำเลยหรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาดูจำนวนเงินโดยคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้ยอละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,534,000 บาท ทุก 6 เดือนคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองครั้งแรกถึงวันทำสัญญาจำนองครั้งที่ 2 โดยปัดเศษทิ้ง จะได้จำนวนเงินเท่ากับ 920,000 บาท ประกอบกับจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญาจำนองครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 1,534,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้ชำระทั้งตนเงินและดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กลับไม่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับฟ้องเรียกตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ทำให้สอดรับกับข้อนำสืบของจำเลยว่าเป็นการเรียกเอาเฉพาะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีเหตุผลน่ารับฟัง จึงไม่น่าเชื่อว่าในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย ดังนั้น ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000908.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547