คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2547 ฉบับเต็ม

#411065
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1408/2547 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ นายสวัสดิ์ มีปัญญา กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 295 ฟ้องโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 91 จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ให้ลงโทษจำคุกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง รวมคนละ 9 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้แป๊บเหล็กเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามเพียงร่วมกันใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสาม ต้องถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงชอบแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-พิชิต คำแฝง-ขวัญชัย ปิ่นรอด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411065
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041297"
    }
}
date
2547
deka_no
1408/2547
deka_running_no
1408
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "ขวัญชัย ปิ่นรอด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสวัสดิ์ มีปัญญา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ให้ลงโทษจำคุกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง รวมคนละ 9 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้แป๊บเหล็กเป็นอาวุธทำร้ายผู้เสียหายทั้งสามตามที่ระบุในคำฟ้อง แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสามเพียงร่วมกันใช้ไม้ไผ่เป็นอาวุธนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสาม ต้องถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 3 ข้อ คือ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายข้อหนึ่ง กับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอีกข้อหนึ่ง ซึ่งความผิดทั้งสามฐานเป็นคนละขั้นตอน อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนากระทำความผิดต่อผู้เสียหายทั้งสามแยกออกจากกัน ฉะนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000907.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547