คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2547 ฉบับเต็ม

#411068
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายเอกรินทร์ สุวรรณะ จำเลย ป.อ. มาตรา 90 จำเลยงัดกลอนประตูบ้านและใช้กำลังผลักดันบานประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปในบ้านอันเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานสำเร็จแล้วบทหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังชกต่อยกอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง อันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จอีกบทหนึ่ง แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ได้กระทำในวาระเดียวกันและต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ มิได้เจตนาแยกการกระทำความผิดของตนเป็นรายกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 364, 365 (1) (3) และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 365 (1) (3) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกจำคุก 4 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 19 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษเข้ากับโทษคดีนี้คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าจำเลยได้งัดกลอนประตูบ้านแล้วใช้กำลังผลักดันบานประตูบ้านของนาง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้านใช้มือผลักดันบานประตูบ้านมิให้จำเลยเปิดเข้าไป แต่ไม่สามารถทานกำลังของจำเลยได้ จำเลยจึงผลักดันบานประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปในบ้าน อันเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานสำเร็จแล้วบทหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังชกต่อยบริเวณท้องผู้เสียหายที่ 2 จนจุกเสียดล้มลงแล้วถอดเสื้อผ้ากอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง อันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จอีกบทหนึ่ง แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้กระทำในวาระเดียวกันและต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ มิได้เจตนาแยกการกระทำความผิดของตนเป็นรายกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอีกว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทงความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน (อุดมศักดิ์ นิติมนตรี-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สิทธิชัย รุ่งตระกูล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411068
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041193"
    }
}
date
2547
deka_no
1542/2547
deka_running_no
1542
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเอกรินทร์ สุวรรณะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคแรก, 364, 365 (1) (3) และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 365 (1) (3) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกจำคุก 4 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 19 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษเข้ากับโทษคดีนี้คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าจำเลยได้งัดกลอนประตูบ้านแล้วใช้กำลังผลักดันบานประตูบ้านของนาง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในบ้านใช้มือผลักดันบานประตูบ้านมิให้จำเลยเปิดเข้าไป แต่ไม่สามารถทานกำลังของจำเลยได้ จำเลยจึงผลักดันบานประตูจนเปิดออกแล้วเข้าไปในบ้าน อันเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานสำเร็จแล้วบทหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยใช้กำลังชกต่อยบริเวณท้องผู้เสียหายที่ 2 จนจุกเสียดล้มลงแล้วถอดเสื้อผ้ากอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จนสำเร็จความใคร่ 2 ครั้ง อันเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราสำเร็จอีกบทหนึ่ง แต่การกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวได้กระทำในวาระเดียวกันและต่อเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ มิได้เจตนาแยกการกระทำความผิดของตนเป็นรายกรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอีกว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทงความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียว อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000906.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547