คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2547 ฉบับเต็ม

#411075
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2547 บริษัทหลุยส์ ตี.เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทสเปซ เฟรม อินดัสเทรียล จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 การที่จำเลยอ้างว่ากำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะมีเอกสารจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าครบระยะเวลายื่นฎีกาวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำแถลงขอให้เร่งรัดการคัดถ่ายสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ศาลมีคำสั่งในคำแถลงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยรับเอกสารที่ขอถ่ายสำเนาได้ตามขอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ถ่ายเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ดังนั้น หากจำเลยขวนขวายที่จะดำเนินการจำเลยย่อมมีเวลาอีกกว่า 20 วัน เพียงพอที่จะเรียบเรียงราวในการยื่นฎีกาได้ ทั้งคดีนี้ก็มิได้มีถ้อยคำสำนวนมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อนจนไม่อาจรวบรวมหรือทำคำฟ้องฎีกามายื่นได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 867,730.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 3 วัน ครั้นครบกำหนดแล้วจำเลยมิได้ชำระค่าขึ้นศาลดังกล่าวศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 ว่า ศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินไปวางศาลจำนวน 200 บาท จำเลยจึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นคำร้องอุธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทแล้ว จำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินดังกล่าวมาวาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมาก จึงขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า การขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อพฤติการณ์พิเศษ การที่จำเลยอ้างว่ากำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า คดีนี้ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำแถลงขอให้เร่งรัดการคัดถ่ายสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยรับเอกสารที่ขอถ่ายสำเนาได้ตามคำขอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ถ่ายสำเนาเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ดังนั้น หากจำเลยขวนขวายที่จะดำเนินการจำเลยย่อมมีเวลาอีกกว่า 20 วัน เพียงพอที่จะเรียบเรียงเรื่องราวในการยื่นฎีกาได้ทั้งคดีนี้ก็มิได้มีถ้อยคำสำนวนมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อนจนไม่อาจรวบรวมหรือทำคำฟ้องฎีกามายื่นได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411075
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041518"
    }
}
date
2547
deka_no
1101/2547
deka_running_no
1101
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทหลุยส์ ตี.เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสเปซ เฟรม อินดัสเทรียล จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 867,730.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 3 วัน ครั้นครบกำหนดแล้วจำเลยมิได้ชำระค่าขึ้นศาลดังกล่าวศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 ว่า ศาลมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินไปวางศาลจำนวน 200 บาท จำเลยจึงขอวางเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นคำร้องอุธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้สืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทแล้ว จำเลยจะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินดังกล่าวมาวาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544

ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมาก จึงขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า การขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อพฤติการณ์พิเศษ การที่จำเลยอ้างว่ากำลังรวบรวมเอกสารอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเอกสารมีจำนวนมากนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า คดีนี้ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 29 ธันวาคม 2544 จำเลยยื่นคำแถลงขอให้เร่งรัดการคัดถ่ายสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยรับเอกสารที่ขอถ่ายสำเนาได้ตามคำขอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ถ่ายสำเนาเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2544 ดังนั้น หากจำเลยขวนขวายที่จะดำเนินการจำเลยย่อมมีเวลาอีกกว่า 20 วัน เพียงพอที่จะเรียบเรียงเรื่องราวในการยื่นฎีกาได้ทั้งคดีนี้ก็มิได้มีถ้อยคำสำนวนมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อนจนไม่อาจรวบรวมหรือทำคำฟ้องฎีกามายื่นได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000909.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547