คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547 ฉบับเต็ม

#411076
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547 บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ นายพงษ์ศักดิ์ ศิริพรรณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้นและให้นำมาใช้บังคับเท่าที่จะใช้บังคับได้ บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสองและมาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงแห่ง ป.พ.พ. ไม่ใช่บทบัญญัติของ ป.วิ.พ. จึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ ทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ ป.วิ.อ. ได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 จำเลยทำสัญญากับโจทก์ตกลงเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยรถยนต์ของโจทก์ โดยจำเลยมีหน้าที่หาลูกค้าและเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยส่งมอบให้โจทก์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. จากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป รวม 13,618 ฉบับ แต่เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เงินแล้วกลับไม่ส่งมอบให้โจทก์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยและให้จำเลยคืนกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. ที่จำเลยยังไม่ได้จำหน่ายและอยู่ในความครอบครองของจำเลยจำนวน 1,035 ฉบับ พร้อมสรรพเอกสารทั้งหมดให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ แต่หลังจากครบกำหนดแล้วในระหว่างเดือนมีนาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัดทั้งกลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยทุจริตได้บังอาจเบียดบังเอาทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยทั้งหมดจำนวน 1,522,800 บาท ของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ศาลแขวงพระนครเหนือไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ไม่รับคดีของโจทก์ไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ขาออายุความจึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้น และให้นำมาใช้บังคับเพียงเท่าที่จะใช้บังคับได้บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติในมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411076
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041398"
    }
}
date
2547
deka_no
1305/2547
deka_running_no
1305
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศักดิ์ ศิริพรรณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 จำเลยทำสัญญากับโจทก์ตกลงเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยรถยนต์ของโจทก์ โดยจำเลยมีหน้าที่หาลูกค้าและเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยส่งมอบให้โจทก์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. จากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป รวม 13,618 ฉบับ แต่เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เงินแล้วกลับไม่ส่งมอบให้โจทก์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยและให้จำเลยคืนกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. ที่จำเลยยังไม่ได้จำหน่ายและอยู่ในความครอบครองของจำเลยจำนวน 1,035 ฉบับ พร้อมสรรพเอกสารทั้งหมดให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ แต่หลังจากครบกำหนดแล้วในระหว่างเดือนมีนาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัดทั้งกลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยทุจริตได้บังอาจเบียดบังเอาทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยทั้งหมดจำนวน 1,522,800 บาท ของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ศาลแขวงพระนครเหนือไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ไม่รับคดีของโจทก์ไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ขาออายุความจึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้น และให้นำมาใช้บังคับเพียงเท่าที่จะใช้บังคับได้บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติในมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000908.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547