ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2547
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โจทก์
นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา
ผู้ซื้อทรัพย์
นายสุเทพ พูลศิริ
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบ 247, มาตรา 309 ทวิ
บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนเท่านั้นไม่ เพราะการขายทอดตลาดในครั้งต่อมา อาจเกิดข้อขัดข้อง เช่น เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมีผลกระทบทำให้ราคาที่ดินตกต่ำอย่างต่อเนื่อง หรือลูกหนี้อาจสมคบกับบุคคลอื่นสร้างราคาซื้อขายในครั้งก่อนไว้สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ จึงยากจะมีผู้มาเสนอราคาที่ไม่น้อยกว่าครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่เสนอครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าครั้งก่อน การขายทอดตลาดก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ตามกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ และเมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสุดท้าย สมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคำบังคับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 5,291,123.06 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 4,319,976.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ของจำเลย) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคาแปลงละ 1,000,000 บาท รวม 2 แปลง เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท
โจทก์ยื่นคำร้องว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่ขายทอดตลาดมีอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง ปลูกอยู่และมีเนื้อที่ 210 ตารางวา ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย มีสาธารณูปโภคครบถ้วน มีราคาซื้อขายในภาวะปัจจุบัน 3,200,000 บาท ตามสำเนารายงานสำรวจหลักทรัพย์และสำเนาภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างท้ายคำร้อง ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงต่ำเกินไป นอกจากนี้ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งก่อนมีผู้เสนอราคาซื้อไว้ 2,020,000 บาท โจทก์คัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการขาย ดังนั้น การขายทอดตลาดครั้งนี้ราคาที่เหมาะสมจะต้องไม่น้อยกว่า 2,020,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายไปในราคา 2,000,000 บาท จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดใหม่
ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 30791 และ 30792 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้ง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป
ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดิน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้แปลงละ 1,000,000 บาท การขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 นางสาวแคทรีน่า วรรณศักดา ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดแปลงละ 1,010,000 บาท โจทก์คัดค้านราคาว่าควรขายในราคาแปลงละ 3,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้เลื่อนการขายและให้โจทก์หาผู้มาสู้ราคาในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองครั้งต่อไปในวันที่ 15 สิงหาคม 2543 เมื่อถึงวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าวโจทก์และจำเลยไม่มา นางสาวแคทรีน่าผู้ซื้อทรัพย์ได้เสนอราคาสูงสุดเพียงแปลงละ 1,000,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อในครั้งก่อน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ข้อแรกว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อนนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไปหากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในครั้งถัด ๆ มานั้น หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอซื้อไว้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะเคาะขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยไม่ชักช้า หาได้มีความหมายว่าในการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวในครั้งถัด ๆ มา เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อในครั้งก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ หากแปลความบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ก็อาจเกิดข้อขัดข้องในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ที่ดินมีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในการขายทอดตลาดทรัพย์ในครั้งถัด ๆ มาจึงอาจไม่มีผู้ใดมาเสนอซื้อทรัพย์รายนี้ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อนได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะไม่สามารถเคาะไม้ขายทรัพย์รายนี้ได้เลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปช้านานเท่าใด หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หรือมิฉะนั้นหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องการประวิงการขายทอดตลาดทรัพย์ของตนก็อาจสมคบกับบุคคลภายนอกให้มาเสนอซื้อทรัพย์ไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาปกติมาก ๆ แล้วลูกหนี้ตามคำพิพากษาคัดค้านราคาดังกล่าวว่าต่ำเกินสมควรซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไปตามที่มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าในการขายทอดตลาดครั้งถัด ๆ ไป เป็นการยากที่จะมีผู้มาเสนอซื้อทรัพย์ในราคาที่ไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์ที่มีผู้สร้างราคาซื้อขายไว้ในครั้งก่อนได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าราคาที่ผู้เสนอซื้อครั้งหลังเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ และไม่มีอำนาจเคาะไม้ขายหากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่มีผู้เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน การขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะเนิ่นช้าไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดผลเช่นนั้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายทรัพย์จำนองรายนี้ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อทรัพย์เสนอซื้อไว้ในครั้งก่อน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์และคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่าขายไปในราคาต่ำเกินสมควร การวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสุดท้าย จึงเห็นสมควรให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป
อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วน เห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ด้วย"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
(สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
มาตรา 309 ทวิ วรรคแรกตอนท้ายที่ว่า หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้ นั้น มีความชัดเจนในตัวแล้วว่า หากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดครั้งก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่อาจเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้ ศาลฎีกาแปลกฎหมายส่วนนี้ว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายแต่เพียงว่า หากมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนที่มีผู้เสนอไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าพนักงานบังคับดคีก็ชอบที่จะเคาะไม้ขายแก่ผู้เสนอราคาสูงสุดครั้งหลังนี้ไปได้เลย โดยไม่จำต้องฟังว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะคัดค้านว่าราคาต่ำไปหรือไม่อีก ผลก็คือ ในการขายครั้งหลังเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะต้องคอยคัดค้านราคาหากเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทรัพย์แก่ผู้ซื้อในราคาที่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนทั้งที่ได้คัดค้านราคาดังกล่าวไว้แล้ว ทั้งยังไม่แน่ว่าจะมีสิทธิคัดค้านราคาในการขายครั้งหลังหรือไม่ เพราะกฎหมายมิได้กล่าวไว้ กฎหมายกล่าวถึงเฉพาะสิทธิคัดค้านราคาในการขายทอดตลาดครั้งแรกเท่านั้น การแปลกฎหมายของศาลฎีกาอาจทำให้กฎหมายส่วนนี้ขาดความหมายเพราะผลจากการแปลเช่นนี้ก็คือ ไม่ว่าจะมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาในจำนวนไม่น้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อน ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายได้หรือจะมีผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาในจำนวนน้อยกว่าราคาสูงสุดในครั้งก่อนซึ่งกฎหมายไม่ได้กล่าวถึง เจ้าพนักงานบังคับคดีก็เคาะไม้ขายได้เท่ากัน ส่วนที่ศาลฎีการะแวงว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะสร้างราคาทรัพย์ทอดตลาด โดยหาคนมาเสนอราคาสูง ๆ แล้วตนเองก็คัดค้านราคาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดไป ทำให้การขายทอดตลาดขัดข้องเพราะจะไม่มีผู้เสนอราคาได้ราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จำเลยสร้างไว้ในการขายทอดตลาดครั้งแรกนั้น เห็นว่า มิได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะการขายทอดตลาดครั้งต่อ ๆ มาหลังจากจำเลยสร้างราคา ผู้มาซื้อทรัพย์ย่อมเสนอราคาต่ำกว่าและราคาที่ต่ำกว่านี้จะเป็นราคาสูงสุดอันใหม่ หากในการขายครั้งถัดไปมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมเคาะไม้ขายแก่ผู้เสนอราคานั้นได้ การแปลกฎหมายมาตรา 309 ทวิ วรรคแรก ตามความหมายที่ชัดเจนในตัวอยู่แล้วย่อมไม่เป็นการขัดข้องต่อการบังคับคดีและมิได้ทำให้การบังคับคดีเนิ่นช้าแต่อย่างใด จักร อุตตโม หมายเหตุ เรื่องการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการพิจารณาว่าราคาขายทอดตลาดเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ แม้จะเป็นราคาที่ต่ำกว่าครั้งก่อนและเคาะไม้ขายไปมีปัญหาว่าเป็นธรรมหรือไม่ บางคดีปรากฏว่า ทรัพย์ที่ยึดมาขายทอดตลาดมีมูลค่าสูงแต่ต้องเคาะไม้ขายไปในราคาที่ต่ำมาก ๆ ซึ่งย่อมมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายต่อลูกหนี้โดยตรง ทั้งมีผลต่อเจ้าหนี้โดยอ้อมด้วย บางครั้งอาจเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม มิได้พิจารณาให้รอบคอบถึงข้อโต้แย้งคัดค้านของคู่ความ กรณีอาจมีเหตุแสดงถึงความไม่สุจริตทำให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ดังเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2537 ที่ดินของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองขอนแก่น ได้จำนองไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2526 ในวงเงิน 1,100,000 บาท ต่อมาเดือนกันยายน 2530 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีตีราคา 1,000,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคา 190,000 บาท และเห็นชอบให้ขายจนศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายแก่โจทก์ ซึ่งสู้ราคาสูงสุด 300,000 บาท ในการขายทอดตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2531 หลังวันจดทะเบียนจำนองถึง 5 ปี โดยไม่มีเหตุผลอื่นมาหักล้างเช่นที่ดินเสื่อมราคาเพราะทำประโยชน์ไม่ได้ หรือไม่มีทางเข้าออก จึงเป็นการขายโดยรวบรัดและกดราคา เป็นการขายทอดตลาดที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3343/2537 หากข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ของจำเลยต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาดซึ่งมีราคา 8,123,000 บาท หลายเท่าตัว โดยไม่ตรวจสอบราคาอันถูกต้องแท้จริงเสียก่อน และขายทอดตลาดแก่ บ. ไปในราคา 2,335,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้ย่อมส่อพฤติการณ์ว่าไม่สุจริตอยู่ในตัว และหาก บ. ผู้ประมูลได้เคยตกลงจะเข้าประมูลในราคาถึง 5,000,000 บาท แต่กลับประมูลในราคาต่ำเช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ทำให้จำเลยหลงเชื่อไม่เตรียมหาผู้อื่นมาประมูลสู้ราคาเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนสั่งยกคำร้องของจำเลย โดยไม่ไต่สวนพยานจำเลยเสียก่อนและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันว่าผู้ซื้อประมูลได้ต่ำกว่าราคาประเมินขณะยึดไม่มากแต่ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดิน ทั้งในการขายทอดตลาดครั้งแรกจำเลยเคยแถลงคัดค้านราคาไว้แต่ไม่ได้หาคนมาสู้ราคาในครั้งที่สอง และไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินไปโดยไม่สุจริตนั้นเป็นการไม่ชอบเพราะราคาที่ขายไปทำให้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องคำนวณจากราคาแท้จริงในท้องตลาด หาใช่คำนวณจากราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ขณะยึดทรัพย์ไม่ และที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างว่าจำเลยมิได้หาคนมาสู้ราคาในครั้งที่สองนั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นเอง โดยคู่ความยังมิได้นำสืบพยานว่า บ. เป็นบุคคลที่จำเลยหามาสู้ราคาหรือไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยนอกสำนวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยเสียก่อนที่จะมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องอ้างเหตุผลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296, 309 ทวิ วรรคสอง กล่าวคือ คำร้องต้องยกเหตุโดยกล่าวอ้างถึงการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เช่น มิได้แจ้งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบตามมาตรา 306 หรือไม่ดำเนินการตามมาตรา 308, 309 ส่วนการขายในราคาที่ต่ำเกินสมควรต้องเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือโดยความไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลย่อยกคำร้องได้โดยไม่ต้องไต่สวน ดังเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2542 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่เห็นด้วยกับราคาขายทอดตลาดจำนวน 4,000,000 บาท กล่าวคือราคาที่ขายนั้นเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายอยู่ในย่านชุมชนและถนนเลียบแม่น้ำถ้าซื้อขายกันตามปกติจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 10,000,000 บาท เห็นว่าสิทธิและหน้าที่ของผู้ซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาจากการบังคับคดีต่างกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ซื้อทรัพย์ในการซื้อขายกันตามปกติ ราคาทรัพย์ในการซื้อขายทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวจึงอาจแตกต่างกันได้ ดังนั้น การอ้างเพียงว่าราคาขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติมาก จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องว่าผู้ประมูลได้คือ โจทก์ซึ่งทราบดีว่าราคาซื้อขายเป็นจำนวนเท่าใดและแม้แต่ราคาประเมินในการจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังสูงกว่าราคาขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างถ้าเป็นความจริงก็มิได้การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดี คำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันจะเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำการไต่สวนก่อนมีคำสั่ง ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3809/2546 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าตามคำร้อง จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรบ้างคงปรากฏแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินและเจ้าพนักงานไม่วินิจฉัยคำคัดค้านราคากับไม่ชะลอการขาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ได้เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงแรกไปในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน นอกจากนี้ก่อนขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาต่ำ กรณีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้ และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ดังนั้น คู่ความจึงควรยกเหตุทุกกรณีที่มีอยู่ไว้ในคำร้องโดยต้องระบุรายละเอียดไว้ให้ชัดแจ้งว่ามีการกระทำอย่างไรบ้าง มิฉะนั้นอาจทำให้เสียหายต่อรูปคดีได้ ขอให้ดูคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นซึ่งได้วินิจฉัยถึงความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้เป็นแนวทาง สมเกียรติ เจริญสวรรค์