คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2547 ฉบับเต็ม

#411087
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2547 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร โจทก์ร่วม นายสมศักดิ์ นาคแสง จำเลย ป.อ. มาตรา 278, มาตรา 284 ป.วิ.อ. มาตรา 39 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคสาม ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 295, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามฎีกาของจำเลยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ระงับไปแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจ จึงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งอีกต่อไป เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาปรากฏว่ามีคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์และโจทก์ร่วมรับสำเนาฎีกาของจำเลยแล้วมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคสาม ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว คงมีปัญหาเพียงว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อล่วงละเมิดทางเพศจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แต่การที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานนี้อีกต่อไปนับได้ว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด เมื่อจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่พอจะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมื่องดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก โดยให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ และลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411087
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041192"
    }
}
date
2547
deka_no
1543/2547
deka_running_no
1543
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 278",
            "ม. 284"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ นาคแสง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 295, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนภาวรรณ สหนันทพร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284 วรรคแรก, 295 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นตามฎีกาของจำเลยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ระงับไปแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจ จึงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งอีกต่อไป เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาปรากฏว่ามีคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์และโจทก์ร่วมรับสำเนาฎีกาของจำเลยแล้วมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา 278 ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคสาม ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก ของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว คงมีปัญหาเพียงว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อล่วงละเมิดทางเพศจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แต่การที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานนี้อีกต่อไปนับได้ว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด เมื่อจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เชื่อว่ายังอยู่ในวิสัยที่พอจะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมื่องดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และมาตรา 284 วรรคแรก โดยให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ และลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000906.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547