คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -ที่ 2225/2547 ฉบับเต็ม

#411103
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 - 2225/2547 บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทธนู-ภูเก็ต จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138 ป.วิ.อ. มาตรา 39 คดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ แต่เมื่อเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ___________________________ คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 35,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน สำนวนที่สองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้สองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกมีกำหนด 4 เดือน และสำนวนที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ" (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411103
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040646"
    }
}
date
2547
deka_no
2225/2547
deka_running_no
2225
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทธนู-ภูเก็ต จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 35,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน สำนวนที่สองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้สองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกมีกำหนด 4 เดือน และสำนวนที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000901.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -
year
2547