คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2547 ฉบับเต็ม

#411123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2547 นางเพิ่ม ปวงกลาง โจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาโนนสูง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 223 ทวิ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปในทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ และถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้ (คำสั่งศาลฎีกา) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบ น.ส.3 ก. เลขที่ 1430 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนขอให้จำเลยที่ 1 ออกเอกสารสิทธิใบแทน แล้วทำการเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันแก้ไขชื่อใน น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้เป็นชื่อโจทก์ หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 และได้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองแก้ จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลจังหวัดนครราชสีมาตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และที่ดินพิพาทมีราคาประเมินเป็นเงิน 59,000 บาท เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 (4) คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลแขวงนครราชสีมาศาลแขวงนครราชสีมา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ (คดีไม่มีทุนทรัพย์) เพราะจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ก็มิได้กล่าวแก้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อันจะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาการที่ศาลแขวงนครราชสีมามีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีไว้พิจารณาพร้อมกับส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครราชสีมา วันที่ 3 กันยายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมา และได้อธิบายให้คู่ความฟัง ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อคดียังไม่แน่ว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด โจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายใน 15 วัน วันที่ 17 กันยายน 2546 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกานั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้วหากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลจังหวัดนครราชสีมาดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย" พิพากษายกคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินการเรื่องการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง โดยให้ศาลจังหวัดนครราชสีมากำหนดไว้ในหมายนัดว่า หากจำเลยทั้งสองจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวประการใดก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411123
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040545"
    }
}
date
2547
deka_no
2352/2547
deka_running_no
2352
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 223 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเพิ่ม ปวงกลาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาโนนสูง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบ น.ส.3 ก. เลขที่ 1430 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนขอให้จำเลยที่ 1 ออกเอกสารสิทธิใบแทน แล้วทำการเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันแก้ไขชื่อใน น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้เป็นชื่อโจทก์ หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 และได้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองแก้

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลจังหวัดนครราชสีมาตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และที่ดินพิพาทมีราคาประเมินเป็นเงิน 59,000 บาท เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 (4) คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลแขวงนครราชสีมาศาลแขวงนครราชสีมา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ (คดีไม่มีทุนทรัพย์) เพราะจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ก็มิได้กล่าวแก้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อันจะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาการที่ศาลแขวงนครราชสีมามีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีไว้พิจารณาพร้อมกับส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครราชสีมา

วันที่ 3 กันยายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมา และได้อธิบายให้คู่ความฟัง ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อคดียังไม่แน่ว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด โจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายใน 15 วัน

วันที่ 17 กันยายน 2546 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกานั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้วหากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลจังหวัดนครราชสีมาดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินการเรื่องการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง โดยให้ศาลจังหวัดนครราชสีมากำหนดไว้ในหมายนัดว่า หากจำเลยทั้งสองจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวประการใดก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000900.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547