ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2547
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นางพัชรินทร์ พิลาภรณ์
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสอง, มาตรา 100/1
ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้าม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (ที่แก้ไขใหม่), 66 (ที่แก้ไขใหม่), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 23 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09-4415782 จำนวน 1 เครื่อง และถุงพลาสติกจำนวน 13 ใบ ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยมีจำนวน 740 เม็ด น้ำหนัก 66,470 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 12.250 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการลงโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
อนึ่ง ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกะรทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า วางโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-สำรวจ อุดมทวี)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ในคดีอาญาที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าให้ลงทั้งโทษจำคุกและปรับ หากไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษหรือไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษได้ ศาลก็จะใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกแต่เพียงอย่างเดียวโดยอาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 20 ซึ่งเป็นหลักทั่วไป แต่การที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ แก้ไขใหม่ มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติขึ้นภายหลังเป็นข้อยกเว้น ป.อ. มาตรา 20 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง มีโทษจำคุกและปรับ การที่ศาลชั้นต้นทั้งสองศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยด้วยนั้นจึงขัดกับบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว มีข้อพิจารณาว่าถ้อยคำที่ว่า โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ มีความหมายเช่นไร กล่าวคือ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับจะสามารถกักขังแทนค่าปรับได้หรือไม่ มีความเห็นออกเป็นสองแนวทางคือ 1. สามารถกักขังแทนค่าปรับได้ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติมาตรา 100/1 มิได้ห้ามการกักขังแทนค่าปรับสำหรับความผิดดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ต้องโทษปรับซึ่งมิใช่นิติบุคคลหากไม่มีเงินชำระค่าปรับที่มีจำนวนไม่เกิน 80,000 บาท ก็ยังสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้อีกทางหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 30/1 หาใช่ว่าต้องกักขังแทนค่าปรับเสมอไป ทั้ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะลงโทษปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้โดยฐานะของผู้กระทำผิดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ถ้าจำเลยไม่มีทรัพย์สินให้ยึดชำระค่าปรับ หากไม่ให้กักขังแทน การปรับจำเลยก็จะไม่เกิดผลในทางลงโทษตามคำพิพากษาเลย เช่น กรณีที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนไปให้ผู้อื่นจนไม่มีทรัพย์สินให้ยึด การที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับในส่วนของค่าปรับเอาไว้เพราะมี ป.อ. บัญญัติใช้เป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว 2. ไม่สามารถกักขังแทนค่าปรับได้ คงกระทำได้ประการเดียวคือยึดทรัพย์สินของจำเลยนำมาขายทอดตลาดชำระค่าปรับ หากไม่มีก็ไม่สามารถกักขังแทนค่าปรับได้ ทั้งนี้เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้กักขังแทนค่าปรับได้ คงไม่ต้องใช้คำว่าโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษด้วย คำว่า "ในทางทรัพย์สิน" ย่อมหมายถึงการบังคับยึดทรัพย์สิน มิใช่การบังคับทางเสรีภาพของบุคคล และการลงโทษทางทรัพย์สินก็เพื่อมิให้ผู้กระทำผิดมีทุนทรัพย์ใช้ในการจำหน่ายยาเสพติดอีก มิใช่ลงโทษจำคุกซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพแล้วยังมากักขังเมื่อไม่มีเงินชำระค่าปรับอีก หากเห็นว่าการกักขังแทนค่าปรับเป็นการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการวางโทษจำคุกให้สูงขึ้นได้อยู่แล้ว ซึ่งการจำคุกเป็นมาตรการในการควบคุมดูแลเข้มข้นกว่าการกักขังแทนค่าปรับเสียอีก การที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนไป ก็ยังถือว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยอยู่ซึ่งสามารถยึดนำมาขายทอดตลาดชำระค่าปรับได้และเมื่อพิจารณาถึงตัวจำเลยผู้กระทำความผิด หากเป็นผู้ที่มีฐานะดีสามารถชำระค่าปรับได้ก็ไม่ต้องถูกกักขังแทน ตรงกันข้ามหากจำเลยมีฐานไม่ดีไม่สามารถชำระค่าปรับได้ กลับต้องถูกกักขังแทนอีกจะทำให้มองในแง่ที่ว่าคนจนเท่านั้นที่จะต้องถูกกักขัง ซึ่งผู้หมายเหตุเห็นด้วยกับความเห็นฝ่ายหลังนี้ การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นทั้งสองศาลไม่ลงโทษปรับเป็นการไม่ถูกต้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ควรจะพิพากษาแก้ปรับบทด้วย โดยพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง... ศิริชัย วัฒนโยธิน