ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2547
ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
โจทก์
นายพงศ์พันธ์ จันทร์ภุชงค์
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1), มาตรา 55
คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่าสถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่ทำงานของจำเลย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มิใช่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้าค่าบริการ และหรือใช้ถอนเงินสดจากสำนักงานสาขาของโจทก์ หรือเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้องหากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง ที่ศาลแขวงพระโขนงสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน 23,774.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 16,217.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า สถานที่ที่มูลคดีเกิดและภูมิลำเนาของจำเลยล้วนอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหาได้ไม่จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ที่ระบุว่าสถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการมิใช่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตโดยสำนักงานใหญ่ของโจทก์จึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และหรือใช้ถอนเงินสดจากสำนักงานสาขาของโจทก์หรือเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ จนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟัองของโจทก์จึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
1. คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ วินิจฉัยตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2546 ซึ่งวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่โดยให้คำจำกัดความของคำว่า "มูลคดีเกิด" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ว่า หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกา 2437/2540 และ 4896/2543 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน) 2. คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงพระโขนงซึ่งเป็นที่ตั้งของธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่และเหตุที่ฟ้องศาลแขวง เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) 3. ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาฉบับนี้ว่า "การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตเป็นหน้าที่ของธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่" แสดงว่าสำนักงานสาขาของโจทก์ที่จังหวังสมุทรปราการไม่มีอำนาจอนุมัติและออกบัตร แต่มีหน้าที่ทำสัญญาให้ลูกค้าแล้วส่งให้ธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่พิจารณาและเมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งมาให้สำนักงานสาขาของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการมอบให้แก่ลูกค้า เท่านั้นมีข้อพิจารณาว่า ถ้าลูกค้ามาขอออกบัตรเครดิตที่สำนักงานสาขาของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยกรอกแบบฟอร์มคำขอมีบัตรเครดิต เพื่อให้จัดส่งไปให้ธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่พิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ จะถือว่าสัญญาเกิดหรือยัง กรณีเช่นนี้เป็นเพียงคำเสนอเท่านั้น สัญญาจึงยังไม่เกิด และแม้ธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่อนุมัติตามคำขอมีบัตรเครดิตก็ยังถือไม่ได้ว่าสัญญาเกิดเช่นกัน เพราะกรณีดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นแต่เมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอที่จังหวัดสมุทรปราการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 219/2523) 4. อย่างไรก็ตามการที่จำเลยยื่นคำขอมีบัตรเครดิตและรอรับบัตรที่จังหวัดสมุทรปราการก็ดี การที่ธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่เป็นผู้อนุมัติและออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยก็ดี เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จะถือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้เพราะสัญญายังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกัน ผู้บันทึกเห็นว่าน่าจะพอแปลได้ว่า ธนาคารโจทก์สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนงก็เป็นสถานที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2540 ซี่งวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็นหนังสือซึ่งต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง ดังนั้น แม้มีการจัดทำหนังสือเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้ว แต่ยังไม่มีการลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อจึงยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อมีการส่งสัญญาดังกล่าวไปให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในนามผู้ให้เช่าที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ในท้องที่เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้สัญญาครบถ้วนบริบูรณ์เช่นนี้ย่อมถือได้ว่า สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาฉบับนี้อันเป็นสถานที่ที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดในมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2540 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน) 5. ยิ่งกว่านั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 แก้ไขโดย มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 โดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้โจทก์สามารถฟ้องคดีได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมและกำหนดให้การฟ้องคดีต่อศาลโดยทั่วไปเป็นไปโดยสะดวกและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ผู้บันทึกจึงเห็นด้วยความเคราพว่า การแปลความให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ทั้งสองศาลดังกล่าวน่าจะดีกว่าที่จะแปลตัดอำนาจของศาลหนึ่งแต่ให้โจทก์ไปฟ้องอีกศาลหนึ่ง อันเป็นเพียงการเปลี่ยนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาเท่านั้น ซึ่งก็ยังคงเป็นศาลยุติธรรมเช่นเดิม ประทีป เฉลิมภัทรกุล