คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2547 ฉบับเต็ม

#411142
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2547 พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส โจทก์ นางสำลี สิทธิ์มาก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มี โทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะงดเว้นไม่ลงโทษปรับได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรกำหนดโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประเภท ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันและปราบปรามทั้งยังต้องรับภาระในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งรัฐได้พยายามประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดให้โทษอยู่เสมอ แต่จำเลยก็มิได้นำพาและหาได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวมไม่ กลับมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนถึง 42 เม็ด น้ำหนัก 3.734 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.843 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลักษณะการกระทำความผิดก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษ อันเป็นผลกระทบและสร้างปัญหาแก่สังคมไม่มีที่สิ้นสุด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ขอให้งดเว้นโทษปรับแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ จึงเป็นกรณีกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะงดเว้นไม่ลงโทษปรับได้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-สำรวจ อุดมทวี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411142
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040218"
    }
}
date
2547
deka_no
3054/2547
deka_running_no
3054
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "สำรวจ อุดมทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 100/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสำลี สิทธิ์มาก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรกำหนดโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประเภท ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันและปราบปรามทั้งยังต้องรับภาระในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งรัฐได้พยายามประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดให้โทษอยู่เสมอ แต่จำเลยก็มิได้นำพาและหาได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวมไม่ กลับมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนถึง 42 เม็ด น้ำหนัก 3.734 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.843 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลักษณะการกระทำความผิดก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษ อันเป็นผลกระทบและสร้างปัญหาแก่สังคมไม่มีที่สิ้นสุด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ขอให้งดเว้นโทษปรับแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ จึงเป็นกรณีกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด หาใช่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะงดเว้นไม่ลงโทษปรับได้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000897.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547