คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3137/2547 ฉบับเต็ม

#411143
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3137/2547 บริษัทอุตสาหกรรมไทยมอเตอร์ จำกัด โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฮงหมงหนึ่งสองท่าเรือบริการ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ภายหลังการยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดหลายครั้งราคาที่ดินซึ่งถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดทั้งสามแปลงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้ พ. จะเป็นผู้ประมูลได้โดยเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม แต่เมื่อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและผู้คัดค้านไม่ได้มีเจตนาที่จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นรวมกันมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้คัดค้านอนุญาตให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันไปตามคำร้องขอของ พ. ผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้น จึงเป็นเหตุให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ดังนั้นการขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความมุ่งหมายแห่งการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 123 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ต่อมาได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 รวม 3 แปลง โดยขายรวมกันไปในราคา 1,271,000 บาท จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวในราคา 1,271,000 บาท เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงไม่ได้อยู่ติดเป็นผืนเดียวกัน หากแยกขายจะได้ราคาสูงกว่า นอกจากนั้นราคาประเมินที่ดินแตกต่างจากราคาที่ผู้คัดค้านขายเป็นเงินถึง 3,248,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ในการขายทอดตลาดที่ดินครั้งที่ 8 มีผู้สนใจเข้าฟังการขายประมาณ 15 คน และมีเจ้าหนี้รายที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาดูแลการขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ปรากฏว่ามีนายพรชัย สุรเกียรติชัยลงชื่อสู้ราคาเพียงรายเดียวและขอให้ขายที่ดินสามแปลงรวมกันไป โดยเสนอราคา 1,271,000 บาท ผู้คัดค้านสอบถามเจ้าหนี้รายที่ 5 แล้วไม่คัดค้านจึงเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าว ส่วนราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเท่านั้น ราคาที่ดินจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับสภาพที่ดิน ทำเลที่ตั้งและความต้องการอื่นๆ ประกอบกัน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลง ให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเรื่องขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้นี้มีข้อที่จะต้องพิจารณาว่าราคาทรัพย์ที่แท้จริงประมาณเท่าใด และสมควรจะขายได้แล้วหรือไม่ เรื่องราคาทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้ขณะทำการยึดเมื่อปี 2528 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 และเลขที่ 49 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รวม 3 แปลง ราคา 500,000 บาท 50,000 บาท และ 120,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งผู้แทนเจ้าหนี้ที่นำยึดก็เห็นด้วยในราคานี้ แต่ได้ความจากคำนายกิตติ อ้นปัน พยานของจำเลยที่ 2 ว่า จากการไปตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว พบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 มี ราคาประเมินไร่ละ 4,000,000 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 มีราคาประเมินไร่ละ 600,000 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 49 มีราคาประเมินไร่ละ 2,400,000 บาท ตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 และ ร.3 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากยึดทรัพย์และมีการประกาศขายทอดตลาดมาหลายครั้งแล้ว แสดงให้เห็นว่าราคาที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้นายพรชัยจะเป็นผู้ประมูลได้โดยเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่เมื่อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและผู้คัดค้านไม่ได้มีเจตนาที่จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นรวมกันมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้คัดค้านอนุญาตให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันไปตามคำร้องขอของนายพรชัยผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้นจึงเป็นเหตุให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ดังนั้น การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความมุ่งหมายแห่งการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พีรพล จันทร์สว่าง-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411143
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040117"
    }
}
date
2547
deka_no
3137/2547
deka_running_no
3137
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 123"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอุตสาหกรรมไทยมอเตอร์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฮงหมงหนึ่งสองท่าเรือบริการ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ต่อมาได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 รวม 3 แปลง โดยขายรวมกันไปในราคา 1,271,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวในราคา 1,271,000 บาท เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงไม่ได้อยู่ติดเป็นผืนเดียวกัน หากแยกขายจะได้ราคาสูงกว่า นอกจากนั้นราคาประเมินที่ดินแตกต่างจากราคาที่ผู้คัดค้านขายเป็นเงินถึง 3,248,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดดังกล่าวและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ในการขายทอดตลาดที่ดินครั้งที่ 8 มีผู้สนใจเข้าฟังการขายประมาณ 15 คน และมีเจ้าหนี้รายที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมาดูแลการขาย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ปรากฏว่ามีนายพรชัย สุรเกียรติชัยลงชื่อสู้ราคาเพียงรายเดียวและขอให้ขายที่ดินสามแปลงรวมกันไป โดยเสนอราคา 1,271,000 บาท ผู้คัดค้านสอบถามเจ้าหนี้รายที่ 5 แล้วไม่คัดค้านจึงเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าว ส่วนราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินเท่านั้น ราคาที่ดินจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับสภาพที่ดิน ทำเลที่ตั้งและความต้องการอื่นๆ ประกอบกัน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลง ให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดใหม่

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเรื่องขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้นี้มีข้อที่จะต้องพิจารณาว่าราคาทรัพย์ที่แท้จริงประมาณเท่าใด และสมควรจะขายได้แล้วหรือไม่ เรื่องราคาทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาไว้ขณะทำการยึดเมื่อปี 2528 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 และเลขที่ 49 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รวม 3 แปลง ราคา 500,000 บาท 50,000 บาท และ 120,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งผู้แทนเจ้าหนี้ที่นำยึดก็เห็นด้วยในราคานี้ แต่ได้ความจากคำนายกิตติ อ้นปัน พยานของจำเลยที่ 2 ว่า จากการไปตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว พบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5019 มี ราคาประเมินไร่ละ 4,000,000 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 62 มีราคาประเมินไร่ละ 600,000 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 49 มีราคาประเมินไร่ละ 2,400,000 บาท ตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 และ ร.3 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากยึดทรัพย์และมีการประกาศขายทอดตลาดมาหลายครั้งแล้ว แสดงให้เห็นว่าราคาที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แม้นายพรชัยจะเป็นผู้ประมูลได้โดยเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตามแต่เมื่อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและผู้คัดค้านไม่ได้มีเจตนาที่จะขายทรัพย์สินเหล่านั้นรวมกันมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้คัดค้านอนุญาตให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันไปตามคำร้องขอของนายพรชัยผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้นจึงเป็นเหตุให้ขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ดังนั้น การขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยความมุ่งหมายแห่งการขายทอดตลาดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000896.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547