คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2547 ฉบับเต็ม

#411165
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2547 นายสิกรณ์ ภูมิกำจร กับพวก โจทก์ นางสาวรจนา เพชรมณี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง, มาตรา 172, มาตรา 237, มาตรา 240, มาตรา 456 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 145 จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยได้มีการส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเข้าซ่อมแซมครอบครองตลอดมา อันเป็นการชำระหนี้บางส่วน ข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงมีผลผูกพันบังคับต่อกันได้แล้ว จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมรับชำระราคาซื้อขายเป็นเงิน 550,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ของที่ดินโฉนดเลขที่ 105092 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 105092 แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินจำนวน 550,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้วหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดมีเหตุผลให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ทั้งสองแล้ว อันเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 พิพาทกันโดยตรง แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งต่อมาอย่างใด คงมีแต่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาในประเด็นข้อนี้เท่านั้น พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้ของจำเลยที่ 1 ประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้นในคดีแพ่งและหมายเลขแดงที่ 1131/2538 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวซึ่งผูกพันจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้ฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยได้มีการส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเข้าซ่อมแซมครอบครองตลอดมา อันเป็นการชำระหนี้บางส่วน ข้อตกลงจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงมีผลผูกพันบังคับต่อกันได้แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคดีก่อนจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองคดีนี้ให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท และศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในคดีก่อนต้องผูกพันกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความยุติว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์ทั้งสองบังคับจำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงซื้อขายกัน การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่ฟ้องขอให้เพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (อุดมศักดิ์ นิติมนตรี-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สิทธิชัย รุ่งตระกูล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411165
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040754"
    }
}
date
2547
deka_no
2041/2547
deka_running_no
2041
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "อุดมศักดิ์ นิติมนตรี",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 155 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 172",
            "ม. 237",
            "ม. 240",
            "ม. 456 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสิกรณ์ ภูมิกำจร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรจนา เพชรมณี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมรับชำระราคาซื้อขายเป็นเงิน 550,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ของที่ดินโฉนดเลขที่ 105092 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 105092 แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินจำนวน 550,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้วหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดมีเหตุผลให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ทั้งสองแล้ว อันเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 พิพาทกันโดยตรง แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งต่อมาอย่างใด คงมีแต่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาในประเด็นข้อนี้เท่านั้น พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้ของจำเลยที่ 1 ประกอบข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้นในคดีแพ่งและหมายเลขแดงที่ 1131/2538 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวซึ่งผูกพันจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้ฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยได้มีการส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเข้าซ่อมแซมครอบครองตลอดมา อันเป็นการชำระหนี้บางส่วน ข้อตกลงจะซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงมีผลผูกพันบังคับต่อกันได้แล้ว

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคดีก่อนจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองคดีนี้ให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท และศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในคดีก่อนต้องผูกพันกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความยุติว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์ทั้งสองบังคับจำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงซื้อขายกัน การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่ฟ้องขอให้เพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000902.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547