คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2058/2547 ฉบับเต็ม

#411182
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2058/2547 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายสุรเชต มิ่งทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ, มาตรา 72, มาตรา 72 ทวิ จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 82 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยฐานมีอาวุธปืนปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาเพียงว่าควรที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ โดยมีสิ่งที่น่าศึกษา คือ เหตุผลในการรอการลงโทษที่ว่า "เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า แต่เมื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง" เหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เกือบจะตรงกับถ้อยคำในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่าน ๆ มาแม้จะเป็นคนละข้อหาความผิดก็ตาม เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2542 (ฐานบุกรุก), คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2540 (ฐานขับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน) เมื่อพิจารณาเหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้แล้วจะพบว่าผลเสียของการลงโทษจำคุกระยะสั้น คือ 1. ไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลย 2. ทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ ส่วนผลดีของการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้นั้น ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า "น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า" นัยแห่งเหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เสมือนว่าศาลหรือสังคมมีแนวความคิดหรือยึดมั่นในวัตถุประสงค์ของการลงโทษโดยเชื่อว่าการแก้ไขฟื้นฟูน่าจะให้ผลดีมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลต่อไปที่ว่า เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ ตรงส่วนนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เหตุใดผู้พ้นโทษจึงยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดียากที่จะประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ เหตุที่ไม่สามารถหรือยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้นั้นเป็นเพราะผลของการแก้ไขฟื้นฟูในเรือนจำไม่ได้ผลหากลงโทษจำคุกระยะสั้น (ผลของการจำคุกระยะยาวจะให้ผลดีต่อการแก้ไขฟื้นฟูใช่หรือไม่) หรือเป็นเพราะสังคมไม่เชื่อมั่นในผลของการแก้ไขผู้ต้องขังจึงไม่ให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้วการที่ผู้พ้นโทษยากที่กลับตนเป็นคนดีนั้นมีความเชื่อมโยงกับการจำคุกระยะสั้นหรือเหตุผลอื่น นอกจากนั้นมีหลายกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแม้เป็นการจำคุกระยะสั้นเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2544 "การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาแต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับรถที่ขาดสติเพราะเสพเมทแอมเฟตามีน สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ" (คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 เดือน โทษที่ถูกต้องหลังจากลดโทษแล้วควรเป็น 4 เดือนแต่โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2544 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยสลากกินรวบ 13 แผ่น กระดาษรายการแทงพนันฟุตบอล 7 แผ่น ซึ่งถือว่าไม่มากก็ตามแต่จำนวนเงินที่แทงพนันเป็นจำนวนมากเป็นแสนบาทขึ้นไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยเล่นการพนันเป็นอาชีพ เล่นได้เสียเป็นเงินจำนวนมาก ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ยังปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นให้จำเลยทราบแล้วจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยมีประวัติในการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ.2542 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับและกระทำความผิดอื่นอีก 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ.2541 โดยศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกไว้แสดงว่าจำเลยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ไม่พยายามปรับปรุงตัวหรือแก้นิสัยความประพฤติให้ดีขึ้นตามที่ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาส ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2544 "จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงในคดีผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมของรัฐเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลย สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (คดีนี้ลงโทษจำคุก 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6469-6470/2543 "การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องเจตนากระทำผิดโดยไม่เคารพยำเกรงกฎหมายหวังแต่ประโยชน์ที่จะได้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่มีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษให้ รวมทั้งไม่มีเหตุอันควรที่จะไม่ริบของกลางแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (คดีนี้บรรทุกน้ำหนักเกิน 16,846 กิโลกรัม ลงโทษจำคุก 3 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2543 "อาคารที่ทำการศาลยุติธรรมเป็นสถานที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี บุคคลผู้มีอรรถคดีต้องมีความมั่นใจและมีความอบอุ่นในความปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่ผู้ถูกกล่าวหาพกพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงดังกล่าวเข้าไปในบริเวณที่ทำการศาลแสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาและไม่รอการลงโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น" (เป็นคดีละเมิดอำนาจศาลพกอาวุธเข้ามาในศาล ลดโทษแล้วคงจำคุก 2 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2543 "การกระทำของจำเลยนอกจากเป็นการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายแล้วยังเป็นการเอารัดเอาเปรียบลูกค้าผู้บริโภคโดยอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจของลูกค้าอย่างน่าละอาย ไม่เป็นแบบอย่างอันดีที่ผู้ประกอบการค้าขายจะพึงประพฤติปฏิบัติจึงเป็นความผิดร้ายแรงที่สมควรลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (เป็นคดีเกี่ยวกับเครื่องชั่งน้ำหนักขาดไป 100 กรัมต่อกิโล จำคุก 3 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2543 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน ไม่รอการลงโทษ (กระทำความผิดในระหว่างรอการลงโทษคดีอื่น) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2543 "ทรัพย์ที่จำเลยลักไปนั้นมีจำนวน 4 รายการ เฉพาะบุหรี่มีจำนวนถึง 29 ห่อ มีราคาถึง 8,700 บาท นับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง และการที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 2 เดือน นับเป็นคุณแก่จำเลยอยู่มากแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้นั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 แม้การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาจะกระทำตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เข้าใจดีอยู่แล้วว่า ในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาลเป็นการต่อเนื่องกันไป การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยมิชอบ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ ทำให้กระบวนพิจารณาในศาลไม่อาจดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมได้ ต้องถือว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะมิใช่คู่ความแต่การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตรา 30 อันว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยประการหนึ่งกับการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอีกประการหนึ่ง เฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลเท่านั้นที่จะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 ส่วนการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้นหาได้มีข้อจำกัดดังที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 ได้ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษและศาลไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ทั้งเป็นการชักจูงให้เยาวชนกระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ของผู้กล่าวหาที่ 1 เองโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดแก่อนาคตของเยาวชน มิใช่เป็นการกระทำเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาและถูกผู้อื่นชักจูงให้หลงเชื่อ จึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 (จำคุก 1 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543 เปลี่ยนโทษจำคุก 2 เดือน 5 วัน เป็นกักขังแทนจำคุก ไม่รอการลงโทษ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการกักขังตามที่ท่านสมเกียรติ เจริญสวรรค์ หมายเหตุไว้ และหากสนใจประวัติความเป็นมาการรอการลงโทษ และการรอการลงโทษปรับได้หรือไม่ รวมทั้งการขอผ่อนชำระค่าปรับได้หรือไม่ในหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3015/2531 ซึ่งหมายเหตุโดย ท่านวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษจำคุกแม้ระยะสั้นในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2530 เป็นคดีบรรทุกน้ำหนักเกิน ศาลลงโทษคนขับและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใช้ให้บรรทุกน้ำหนักเกิน จำคุกคนละ 2 เดือน ลดโทษแล้วคงจำคุกคนละ 1 เดือนไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เฉพาะจำเลยที่ 2 ฎีกา (จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา) โดยยกเหตุผลตอนหนึ่งว่า "เป็นนิติศาสตร์บัณฑิต กำลังศึกษาเนติบัณฑิต หากต้องรับโทษจำคุกจะเป็นการตัดอนาคตในการรับราชการโดยเฉพาะในสถาบันที่ทรงความยุติธรรม" ศาลฎีกาพิพากษายืน ท่านนพพร โพธิรังสิยากร หมายเหตุว่า เป็นการลงโทษหนัก ด้วยเหตุผลพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2542 ให้เหตุผลย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า "แม้การลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 3 เดือน ไม่เกิดผลในทางแก้ไขให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดีได้ก็ตาม แต่การลงโทษจำคุกระยะสั้นก็ยังทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย" จากเหตุผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการลงโทษจำคุกระยะสั้นซึ่งเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีได้นั้นมิใช่จะมีแต่ผลเสียหากแต่มีผลดีคือใช้เป็นมาตรการในการลงโทษให้หลาบจำ หรือเข็ดหลาบ และเพื่อป้องปรามมิให้ผู้อื่นทำตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ความมุ่งหมายที่ให้จำเลยเข็ดหลาบหรือหลาบจำ มีความหมายเพื่อให้จดจำถึงผลที่ได้รับจากการกระทำความผิดและนึกถึงโทษเพื่อไม่ต้องการกลับไปรับผลเช่นนั้น เพื่อที่จะไม่กระทำความผิดอีกใช่หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นแล้วจำเลยที่ถูกจำคุกแม้ระยะสั้นจะได้รับโอกาสในการประกอบสัมมาชีพหลังพ้นโทษแล้วหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ในการรอการลงโทษโดยการปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งก็เพื่อให้จำเลยหลาบจำเช่นกัน ดังเช่นกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2543, 6666/2542, 1880/2542, 3015/2531 รวมทั้งที่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ นอกจากนั้นการจำคุกระยะยาว (ระยะไม่สั้น) ช่วยให้จำเลยหลาบจำและเป็นผลดีแก่การแก้ไขฟื้นฟู "...ทำให้จำเลยมีประวัติไม่เสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ไม่ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีสามารถประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การลงโทษจำคุกระยะยาวโดยไม่คุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า" ใช่หรือไม่ ดังนั้น ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่า นอกจากเหตุผลเรื่องผลเสียของ "การจำคุกระยะสั้น" แล้ว ควรมีข้อพิจารณาต่อไปว่าลำพังข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในสำนวนคดีหรือที่เพิ่มเติมจากการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติ รวมทั้งที่ปรากฏจากอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลย (ซึ่งศาลมักถือว่าหากอีกฝ่ายไม่แก้อุทธรณ์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็จะฟังไปตามที่จำเลยปรากฏในสำนวนหรือในอุทธรณ์หรือฎีกานั้นดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2544 จะถือว่าเป็นข้อมูลที่เพียงพอแล้วหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวมักไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับภาวะแห่งจิตหรือเหตุผลทางจิตวิทยาหรืออื่น ๆ ดังนั้น เฉพาะความร้ายแรงของข้อหาดังที่มักยกเป็นเหตุผลในการที่จะลงโทษจำคุกแม้ระยะสั้นโดยไม่รอการลงโทษดังที่ยกมาข้างต้นนั้นสามารถบ่งบอกถึงมาตรการทางอาญาที่จะทำให้จำเลยกลับตนเป็นคนดีได้รวมทั้งบ่งบอกถึงผลของการแก้ไขฟื้นฟูโดยองค์กรอื่นได้อย่างถูกต้องได้หรือไม่นอกจากนั้นแนวทางการสืบพยานในศาลชั้นต้นที่มุ่งเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งมักไม่อนุญาตให้ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงส่วนตัวจำเลย ประวัติการกระทำความผิด ภาวะแห่งจิต นิสัย ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่หากมีการนำเข้าสู่สำนวนอย่างเปิดเผยคู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีสิทธิโต้แย้ง หรืออาจจัดกระบวนการให้มีข้อเท็จจริงส่วนนี้จากทุกฝ่ายเข้าสู่สำนวนโดยไม่ต้องใช้เวลาในการสืบพยาน เว้นแต่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องรับฟังข้อโต้แย้งชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องในศาล การให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้ามา น่าจะเป็นผลดีต่อการใช้ดุลพินิจในการลงโทษหรือรอการลงโทษทำให้มีข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน เช่น พิจารณาฐานความผิด ความร้ายแรงของข้อหา ลักษณะ หรือสภาพจิตของจำเลย หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่เหมาะสมต่อการแก้ไขฟื้นฟูจำเลยเป็นรายบุคคล หากสามารถสร้างหลักการทั่วไปได้น่าจะเป็นผลดีที่เป็นแนวทางของศาลยุติธรรมในการลงโทษเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงโทษซึ่งมีความมุ่งหมายหลักที่ความสงบเรียบร้อยของสังคม ปัญหาที่น่าคิดต่อไป คือ การลงโทษจำคุกเป็นไปเพื่อให้เรือนจำทำหน้าที่แก้ไขฟื้นฟูหรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษอื่น นอกจากนั้นจากถ้อยคำที่เป็นเหตุผลที่ว่า "การจำคุกระยะสั้นไม่เป็นผลในทางแก้ไขกลับตนเป็นคนดี" จะทำให้คิดไปได้หรือไม่ว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขให้จำเลยกลับตนเป็นคนดีโดยเฉพาะจำเลยในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ควรมีระยะเวลาที่เหมาะสมเพียงใด ระยะเวลาตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ถือเป็นการจำคุกระยะสั้นหรือไม่และระยะเวลาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษได้นั้นจะถือเป็นการจำคุกระยะสั้นหรือไม่ เพราะมาตรการที่นำมาใช้ในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่จำคุกระยะสั้นนั้นก็นำมาตรการรอการลงโทษมาใช้เช่นเดียวกัน และเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีเช่นกัน แต่จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้โทษจำคุก 9 เดือน ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตของ "การจำคุกระยะสั้น" นอกจากนั้น ความหมายของคำว่าแก้ไขฟื้นฟูให้เป็นคนดีมีความหมายเพียงไร มีความหมายเพียงว่าให้มีพฤติกรรมถาวรเป็นคนดีที่จะไม่กระทำความผิดในข้อหาตามฟ้องนั้นอีกดังเช่นในคดีที่หมายเหตุนี้หมายถึงจะไม่กระทำความผิดในข้อหา "มีอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายปากกาชนิดประกอบเองขนาด .22 มม. ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และมีอาวุธปืนลูกกรด ขนาด .22 มม. Long rifle จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืน..." อีก หรือมีความหมายว่าเป็นคนดีไม่กระทำความผิดอีก ไม่ว่าข้อหาใดก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่ต้องมีการศึกษาวิจัยและติดตามแนวและผลของคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป สุรพล ศุขอัจจะสกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411182
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040750"
    }
}
date
2547
deka_no
2058/2547
deka_running_no
2058
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 371"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 8 ทวิ",
            "ม. 72",
            "ม. 72 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรเชต มิ่งทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 82 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเพียงฐานมีและพาอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะใช้อาวุธปืนนั้นก่ออาชญากรรมใด พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยฐานมีอาวุธปืนปรับ 15,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาเพียงว่าควรที่จะรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ โดยมีสิ่งที่น่าศึกษา คือ เหตุผลในการรอการลงโทษที่ว่า "เพราะโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า แต่เมื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง" เหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เกือบจะตรงกับถ้อยคำในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่าน ๆ มาแม้จะเป็นคนละข้อหาความผิดก็ตาม เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2542 (ฐานบุกรุก), คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2540 (ฐานขับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน) เมื่อพิจารณาเหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้แล้วจะพบว่าผลเสียของการลงโทษจำคุกระยะสั้น คือ 1. ไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลย 2. ทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ ส่วนผลดีของการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้นั้น ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า "น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า" นัยแห่งเหตุผลตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เสมือนว่าศาลหรือสังคมมีแนวความคิดหรือยึดมั่นในวัตถุประสงค์ของการลงโทษโดยเชื่อว่าการแก้ไขฟื้นฟูน่าจะให้ผลดีมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลต่อไปที่ว่า เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ ตรงส่วนนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า เหตุใดผู้พ้นโทษจึงยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดียากที่จะประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ เหตุที่ไม่สามารถหรือยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้นั้นเป็นเพราะผลของการแก้ไขฟื้นฟูในเรือนจำไม่ได้ผลหากลงโทษจำคุกระยะสั้น (ผลของการจำคุกระยะยาวจะให้ผลดีต่อการแก้ไขฟื้นฟูใช่หรือไม่) หรือเป็นเพราะสังคมไม่เชื่อมั่นในผลของการแก้ไขผู้ต้องขังจึงไม่ให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้วการที่ผู้พ้นโทษยากที่กลับตนเป็นคนดีนั้นมีความเชื่อมโยงกับการจำคุกระยะสั้นหรือเหตุผลอื่น นอกจากนั้นมีหลายกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษแม้เป็นการจำคุกระยะสั้นเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683/2544 "การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาแต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องประชาชนทั่วไปจากภยันตรายบนท้องถนนที่มักเกิดขึ้นจากผู้ขับรถที่ขาดสติเพราะเสพเมทแอมเฟตามีน สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ" (คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 เดือน โทษที่ถูกต้องหลังจากลดโทษแล้วควรเป็น 4 เดือนแต่โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2544 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยสลากกินรวบ 13 แผ่น กระดาษรายการแทงพนันฟุตบอล 7 แผ่น ซึ่งถือว่าไม่มากก็ตามแต่จำนวนเงินที่แทงพนันเป็นจำนวนมากเป็นแสนบาทขึ้นไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยเล่นการพนันเป็นอาชีพ เล่นได้เสียเป็นเงินจำนวนมาก ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ยังปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นให้จำเลยทราบแล้วจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยมีประวัติในการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ.2542 ศาลชั้นต้นลงโทษปรับและกระทำความผิดอื่นอีก 1 ครั้ง เมื่อ พ.ศ.2541 โดยศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกไว้แสดงว่าจำเลยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข ไม่พยายามปรับปรุงตัวหรือแก้นิสัยความประพฤติให้ดีขึ้นตามที่ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาส ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2544 "จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงในคดีผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ นับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมของรัฐเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลย สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (คดีนี้ลงโทษจำคุก 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6469-6470/2543 "การกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องเจตนากระทำผิดโดยไม่เคารพยำเกรงกฎหมายหวังแต่ประโยชน์ที่จะได้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่มีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษให้ รวมทั้งไม่มีเหตุอันควรที่จะไม่ริบของกลางแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (คดีนี้บรรทุกน้ำหนักเกิน 16,846 กิโลกรัม ลงโทษจำคุก 3 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2543 "อาคารที่ทำการศาลยุติธรรมเป็นสถานที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี บุคคลผู้มีอรรถคดีต้องมีความมั่นใจและมีความอบอุ่นในความปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่ผู้ถูกกล่าวหาพกพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงดังกล่าวเข้าไปในบริเวณที่ทำการศาลแสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาและไม่รอการลงโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น" (เป็นคดีละเมิดอำนาจศาลพกอาวุธเข้ามาในศาล ลดโทษแล้วคงจำคุก 2 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4165/2543 "การกระทำของจำเลยนอกจากเป็นการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายแล้วยังเป็นการเอารัดเอาเปรียบลูกค้าผู้บริโภคโดยอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจของลูกค้าอย่างน่าละอาย ไม่เป็นแบบอย่างอันดีที่ผู้ประกอบการค้าขายจะพึงประพฤติปฏิบัติจึงเป็นความผิดร้ายแรงที่สมควรลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (เป็นคดีเกี่ยวกับเครื่องชั่งน้ำหนักขาดไป 100 กรัมต่อกิโล จำคุก 3 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2543 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน ไม่รอการลงโทษ (กระทำความผิดในระหว่างรอการลงโทษคดีอื่น) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2543 "ทรัพย์ที่จำเลยลักไปนั้นมีจำนวน 4 รายการ เฉพาะบุหรี่มีจำนวนถึง 29 ห่อ มีราคาถึง 8,700 บาท นับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง และการที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 2 เดือน นับเป็นคุณแก่จำเลยอยู่มากแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้นั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7-8/2543 แม้การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาจะกระทำตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เข้าใจดีอยู่แล้วว่า ในที่สุดก็จะต้องมีการดำเนินคดีในศาลเป็นการต่อเนื่องกันไป การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาโดยมิชอบ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ ทำให้กระบวนพิจารณาในศาลไม่อาจดำเนินไปโดยเที่ยงธรรมได้ ต้องถือว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะมิใช่คู่ความแต่การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตรา 30 อันว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยประการหนึ่งกับการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอีกประการหนึ่ง เฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลเท่านั้นที่จะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 ส่วนการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้นหาได้มีข้อจำกัดดังที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 ได้ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษและศาลไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ทั้งเป็นการชักจูงให้เยาวชนกระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ของผู้กล่าวหาที่ 1 เองโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดแก่อนาคตของเยาวชน มิใช่เป็นการกระทำเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาและถูกผู้อื่นชักจูงให้หลงเชื่อ จึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 (จำคุก 1 เดือน ไม่รอการลงโทษ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543 เปลี่ยนโทษจำคุก 2 เดือน 5 วัน เป็นกักขังแทนจำคุก ไม่รอการลงโทษ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการกักขังตามที่ท่านสมเกียรติ เจริญสวรรค์ หมายเหตุไว้ และหากสนใจประวัติความเป็นมาการรอการลงโทษ และการรอการลงโทษปรับได้หรือไม่ รวมทั้งการขอผ่อนชำระค่าปรับได้หรือไม่ในหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3015/2531 ซึ่งหมายเหตุโดย ท่านวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษจำคุกแม้ระยะสั้นในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2530 เป็นคดีบรรทุกน้ำหนักเกิน ศาลลงโทษคนขับและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใช้ให้บรรทุกน้ำหนักเกิน จำคุกคนละ 2 เดือน ลดโทษแล้วคงจำคุกคนละ 1 เดือนไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เฉพาะจำเลยที่ 2 ฎีกา (จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา) โดยยกเหตุผลตอนหนึ่งว่า "เป็นนิติศาสตร์บัณฑิต กำลังศึกษาเนติบัณฑิต หากต้องรับโทษจำคุกจะเป็นการตัดอนาคตในการรับราชการโดยเฉพาะในสถาบันที่ทรงความยุติธรรม" ศาลฎีกาพิพากษายืน ท่านนพพร โพธิรังสิยากร หมายเหตุว่า เป็นการลงโทษหนัก ด้วยเหตุผลพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2542 ให้เหตุผลย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า "แม้การลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 3 เดือน ไม่เกิดผลในทางแก้ไขให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดีได้ก็ตาม แต่การลงโทษจำคุกระยะสั้นก็ยังทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย" จากเหตุผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการลงโทษจำคุกระยะสั้นซึ่งเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีได้นั้นมิใช่จะมีแต่ผลเสียหากแต่มีผลดีคือใช้เป็นมาตรการในการลงโทษให้หลาบจำ หรือเข็ดหลาบ และเพื่อป้องปรามมิให้ผู้อื่นทำตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ความมุ่งหมายที่ให้จำเลยเข็ดหลาบหรือหลาบจำ มีความหมายเพื่อให้จดจำถึงผลที่ได้รับจากการกระทำความผิดและนึกถึงโทษเพื่อไม่ต้องการกลับไปรับผลเช่นนั้น เพื่อที่จะไม่กระทำความผิดอีกใช่หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นแล้วจำเลยที่ถูกจำคุกแม้ระยะสั้นจะได้รับโอกาสในการประกอบสัมมาชีพหลังพ้นโทษแล้วหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ในการรอการลงโทษโดยการปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งก็เพื่อให้จำเลยหลาบจำเช่นกัน ดังเช่นกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2543, 6666/2542, 1880/2542, 3015/2531 รวมทั้งที่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ นอกจากนั้นการจำคุกระยะยาว (ระยะไม่สั้น) ช่วยให้จำเลยหลาบจำและเป็นผลดีแก่การแก้ไขฟื้นฟู "...ทำให้จำเลยมีประวัติไม่เสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ไม่ยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีสามารถประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ การลงโทษจำคุกระยะยาวโดยไม่คุมความประพฤติจำเลยไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า" ใช่หรือไม่ ดังนั้น ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่า นอกจากเหตุผลเรื่องผลเสียของ "การจำคุกระยะสั้น" แล้ว ควรมีข้อพิจารณาต่อไปว่าลำพังข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในสำนวนคดีหรือที่เพิ่มเติมจากการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติ รวมทั้งที่ปรากฏจากอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลย (ซึ่งศาลมักถือว่าหากอีกฝ่ายไม่แก้อุทธรณ์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็จะฟังไปตามที่จำเลยปรากฏในสำนวนหรือในอุทธรณ์หรือฎีกานั้นดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2544 จะถือว่าเป็นข้อมูลที่เพียงพอแล้วหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวมักไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับภาวะแห่งจิตหรือเหตุผลทางจิตวิทยาหรืออื่น ๆ ดังนั้น เฉพาะความร้ายแรงของข้อหาดังที่มักยกเป็นเหตุผลในการที่จะลงโทษจำคุกแม้ระยะสั้นโดยไม่รอการลงโทษดังที่ยกมาข้างต้นนั้นสามารถบ่งบอกถึงมาตรการทางอาญาที่จะทำให้จำเลยกลับตนเป็นคนดีได้รวมทั้งบ่งบอกถึงผลของการแก้ไขฟื้นฟูโดยองค์กรอื่นได้อย่างถูกต้องได้หรือไม่นอกจากนั้นแนวทางการสืบพยานในศาลชั้นต้นที่มุ่งเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งมักไม่อนุญาตให้ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงส่วนตัวจำเลย ประวัติการกระทำความผิด ภาวะแห่งจิต นิสัย ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่หากมีการนำเข้าสู่สำนวนอย่างเปิดเผยคู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีสิทธิโต้แย้ง หรืออาจจัดกระบวนการให้มีข้อเท็จจริงส่วนนี้จากทุกฝ่ายเข้าสู่สำนวนโดยไม่ต้องใช้เวลาในการสืบพยาน เว้นแต่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องรับฟังข้อโต้แย้งชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องในศาล การให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้ามา น่าจะเป็นผลดีต่อการใช้ดุลพินิจในการลงโทษหรือรอการลงโทษทำให้มีข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน เช่น พิจารณาฐานความผิด ความร้ายแรงของข้อหา ลักษณะ หรือสภาพจิตของจำเลย หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่เหมาะสมต่อการแก้ไขฟื้นฟูจำเลยเป็นรายบุคคล หากสามารถสร้างหลักการทั่วไปได้น่าจะเป็นผลดีที่เป็นแนวทางของศาลยุติธรรมในการลงโทษเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงโทษซึ่งมีความมุ่งหมายหลักที่ความสงบเรียบร้อยของสังคม ปัญหาที่น่าคิดต่อไป คือ การลงโทษจำคุกเป็นไปเพื่อให้เรือนจำทำหน้าที่แก้ไขฟื้นฟูหรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษอื่น นอกจากนั้นจากถ้อยคำที่เป็นเหตุผลที่ว่า "การจำคุกระยะสั้นไม่เป็นผลในทางแก้ไขกลับตนเป็นคนดี" จะทำให้คิดไปได้หรือไม่ว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขให้จำเลยกลับตนเป็นคนดีโดยเฉพาะจำเลยในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ควรมีระยะเวลาที่เหมาะสมเพียงใด ระยะเวลาตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ถือเป็นการจำคุกระยะสั้นหรือไม่และระยะเวลาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษได้นั้นจะถือเป็นการจำคุกระยะสั้นหรือไม่ เพราะมาตรการที่นำมาใช้ในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่จำคุกระยะสั้นนั้นก็นำมาตรการรอการลงโทษมาใช้เช่นเดียวกัน และเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีเช่นกัน แต่จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้โทษจำคุก 9 เดือน ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตของ "การจำคุกระยะสั้น" นอกจากนั้น ความหมายของคำว่าแก้ไขฟื้นฟูให้เป็นคนดีมีความหมายเพียงไร มีความหมายเพียงว่าให้มีพฤติกรรมถาวรเป็นคนดีที่จะไม่กระทำความผิดในข้อหาตามฟ้องนั้นอีกดังเช่นในคดีที่หมายเหตุนี้หมายถึงจะไม่กระทำความผิดในข้อหา "มีอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายปากกาชนิดประกอบเองขนาด .22 มม. ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และมีอาวุธปืนลูกกรด ขนาด .22 มม. Long rifle จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืน..." อีก หรือมีความหมายว่าเป็นคนดีไม่กระทำความผิดอีก ไม่ว่าข้อหาใดก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่ต้องมีการศึกษาวิจัยและติดตามแนวและผลของคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป สุรพล ศุขอัจจะสกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000902.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547