คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2547 ฉบับเต็ม

#411192
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน โจทก์ นางอุไรวรรณ น้อยเสนา กับพวก โจทก์ร่วม นางขวัญสุดา เสียวสุข จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, มาตรา 82 โจทก์บรรยายคำฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คำฟ้องตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนได้ ความจริงจำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปต่างประเทศได้เท่านั้น ไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่อ้าง การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่อ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งแปด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 673/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ น้อยเสนา นายกิติกรณ์ ปิดสายะ นายวุฒิพงค์ อุทัยแสน นางอัญชลี อุทัยแสน นายสุทธิรักษ์ ไร่รัตน์ นายอุเทน เพ็งพันศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2522 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองแก่ผู้เสียหายทั้งแปดว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานในโรงงานที่ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) โดยผู้เสียหายทั้งแปดจะได้รับค่าจ้างแรงงานเดือนละ 15,000 บาท ถึง 20,000 บาท แต่ความจริงแล้ว จำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) ได้เท่านั้น จำเลยไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยรับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หากแต่การกล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งแปดหลงเชื่อว่าเป็นความจริงตกลงสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายทั้งแปด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พินิจ บุญชัด-มงคล ทับเที่ยง-สุรพล เตชะกำธร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411192
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040442"
    }
}
date
2547
deka_no
2633/2547
deka_running_no
2633
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ บุญชัด",
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "สุรพล เตชะกำธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 30 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 82"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางอุไรวรรณ น้อยเสนา กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางขวัญสุดา เสียวสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งแปด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 673/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ น้อยเสนา นายกิติกรณ์ ปิดสายะ นายวุฒิพงค์ อุทัยแสน นางอัญชลี อุทัยแสน นายสุทธิรักษ์ ไร่รัตน์ นายอุเทน เพ็งพันศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2522 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองแก่ผู้เสียหายทั้งแปดว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานในโรงงานที่ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) โดยผู้เสียหายทั้งแปดจะได้รับค่าจ้างแรงงานเดือนละ 15,000 บาท ถึง 20,000 บาท แต่ความจริงแล้ว จำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) ได้เท่านั้น จำเลยไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยรับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หากแต่การกล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งแปดหลงเชื่อว่าเป็นความจริงตกลงสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายทั้งแปด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000899.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547